
SHORT CUT
ศึกสองตราชั่ง! กกต. มติ 5:2 ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความขอบเขตอำนาจศาลฎีกา หลังรับไต่สวนปมคุณสมบัติ 2 สว. อำนาจเจริญ หวั่นกระทบคำวินิจฉัยเดิมลามเป็นโดมิโน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210 (2) แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการจัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) การยื่นเรื่องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีการับคำร้องไต่สวนกรณีคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. ซึ่ง กกต. มองว่าเป็นการก้าวล่วงและกระทบต่ออำนาจการบริหารจัดการการเลือกตั้งของ กกต. อย่างร้ายแรง
ต้นเหตุของข้อพิพาทครั้งนี้มาจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้รับคำร้องไต่สวนคุณสมบัติของ สว. 2 ราย จากจังหวัดอำนาจเจริญ ได้แก่ แดง กองมา เจ้าของเขียงหมู และ สมพาน พละศักดิ์ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว โดยผู้ร้องอ้างว่าทั้งสองคนส่อขาดคุณสมบัติและลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ โดยไปลงสมัครในกลุ่ม 10 แทนที่จะเป็นกลุ่ม 19 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องในประเด็นดังกล่าวไปแล้ว
กกต. ยืนยันว่าการใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครนั้น ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย โดย กกต. ชี้ว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจเชิงรุกในการริเริ่มไต่สวนการทุจริตเอง และไม่มีอำนาจทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่ยกคำร้องไปแล้ว นอกจากนี้ กกต. ยังได้ยกแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 เพื่อยืนยันว่าคำวินิจฉัยของ กกต. ไม่อาจถูกตรวจสอบซ้ำโดยองค์กรตุลาการได้อีก
ในการยื่นเรื่องครั้งนี้ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดใน 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นที่ 1: ขอให้ชี้ขาดว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ของผู้อำนวยการเลือกระดับต่างๆ ถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบซ้ำได้อีก
ประเด็นที่ 2: ขอให้ชี้ขาดว่า คำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถือเป็นที่สุด และไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้
ทางด้านฝั่งผู้ร้อง นำโดย อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยหวังให้ศาลฎีกาทำการเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมของ กกต. ที่เคยยกคำร้อง ซึ่งศาลฎีกาได้รับคำร้องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน โดยคาดว่าจะไต่สวนแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
เบื้องหลังการเดินเกมของ กกต. ถูกมองว่าเป็นการพยายามสกัดกั้นผลกระทบแบบ 'โดมิโน' หากศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมของ กกต. ในคดีของ สว. อำนาจเจริญ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นคดีอื่นๆ ที่ กกต. เคยยกคำร้องไป โดยเฉพาะคดีที่กลุ่มต้าน สว.สีน้ำเงิน ยื่นเอาผิดกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหญ่และบิ๊กเนมในคดีฮั้วเลือก สว.
2 ฉากทัศน์อนาคต ศาลรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าอย่างไร?
ฉากทัศน์ทางกฎหมายและการเมืองหลังจากนี้สามารถออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก
แนวทางที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญ 'ไม่รับคำร้อง' ไว้วินิจฉัย เนื่องจากไม่อาจเข้าไปแทรกแซงดุลพินิจและการพิจารณาของผู้พิพากษาในศาลฎีกาได้
แนวทางที่ 2: ศาลรัฐธรรมนูญ 'รับคำร้อง' ไว้พิจารณาข้อกฎหมาย ซึ่งอาจวินิจฉัยว่าศาลฎีกาทำได้ตามอิสระ หรือวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจเข้ามาทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้อกฎหมายเบื้องต้น แต่คือการต่อสู้เพื่อวางแนวเขตอำนาจระหว่างองค์กรอิสระกับองค์กรตุลาการ การดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาชี้ขาดอำนาจศาลฎีกาในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่า กระบวนการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งในอนาคตจะถูกจำกัดไว้ที่ กกต. หรือจะเปิดให้ศาลฎีกาเข้ามาถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง