โค้งสำคัญคดี 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112 สู้หลักวิชาการ ศาลไต่สวนถึง มี.ค. 70

โค้งสำคัญคดี 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112 สู้หลักวิชาการ ศาลไต่สวนถึง มี.ค. 70

ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมร่างแก้ไข ม.112 หลังจบพยาน ป.ป.ช. 9 ปาก ด้านฝ่ายส้มงัด 13 นักวิชาการสู้ ศาลวางกรอบไต่สวนเสร็จภายใน มี.ค. 70

SHORT CUT

  • ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 44 อดีต สส.ก้าวไกล ต่อศาลฎีกา กรณีเสนอแก้ ม.112 ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
  • การไต่สวนพยานฝั่งผู้ร้อง (ป.ป.ช.) เสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่การไต่สวนฝั่งผู้คัดค้าน (44 อดีต สส.) ได้เริ่มต้นขึ้น
  • ฝ่ายอดีต สส.ก้าวไกล ใช้หลักวิชาการเป็นแนวทางต่อสู้ โดยยื่นบันทึกถ้อยคำจากผู้เชี่ยวชาญ 13 รายต่อศาล
  • ศาลฎีกาวางกรอบเวลาการไต่สวนพยานให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2570
  • ประเด็นหลักในการต่อสู้คดีคือเรื่องบริบทการเสนอกฎหมาย ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. และเจตนาของแต่ละบุคคล

ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมร่างแก้ไข ม.112 หลังจบพยาน ป.ป.ช. 9 ปาก ด้านฝ่ายส้มงัด 13 นักวิชาการสู้ ศาลวางกรอบไต่สวนเสร็จภายใน มี.ค. 70

คดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยในคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญ หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้วินิจฉัยกรณีอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่ ซึ่งขณะนี้กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนพยานอย่างเข้มข้น 

ปิดฉากไต่สวน ป.ป.ช. รวมพยาน 9 ปาก

ในฝั่งของผู้ร้องอย่าง ป.ป.ช. ได้นำเสนอพยานต่อศาลฎีกาเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 รวมการไต่สวน 4 นัด โดยมีพยานเข้าเบิกความรวมทั้งสิ้น 9 ปาก ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช., ข้าราชการและอดีตข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนนักการเมืองและอดีต สส. ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภา

ถอดรหัสคำให้การ 2 พยานปากสุดท้าย 'จิรวัฒน์ - หมอเอก'

พยาน 2 ปากสุดท้ายของ ป.ป.ช. คือ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ (อดีต สส.ก้าวไกล ปัจจุบันพรรคเพื่อไทย) และ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ 'หมอเอก' (อดีต สส.ก้าวไกล ปัจจุบันโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) โดยนายจิรวัฒน์ให้การถึงกระบวนการภายในพรรคว่า ผู้ลงชื่อควรรับทราบรายละเอียดร่างกฎหมาย พร้อมระบุว่าในที่ประชุมพรรคเคยเชิญนักวิชาการมาให้ความรู้ซึ่งมีความเห็นแตกออกเป็นทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ขณะที่ นพ.เอกภพ ให้การถึงบริบทการชุมนุมทางการเมือง และระบุว่าตนไม่เห็นด้วยกับหลักการแก้ไข ม.112 จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุมเรื่องนี้อีก รวมถึงให้ข้อมูลกรณี สส. บางส่วนที่ไม่ร่วมลงชื่อ

เปิดไต่สวนผู้คัดค้าน 'วิโรจน์' ประเดิมปากแรก

หลังจาก ป.ป.ช. ปิดการนำเสนอพยาน ศาลฎีกาได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน (44 อดีต สส.) นัดแรกในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะขึ้นเบิกความ เป็นพยานปากแรก นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความฝ่ายผู้คัดค้าน ยืนยันแนวทางต่อสู้ว่า การเสนอกฎหมายเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของ สส. ในสภา ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

'พรรคส้ม' งัดหลักวิชาการสู้ ยื่นถ้อยคำ 13 ผู้เชี่ยวชาญ

กลยุทธ์สำคัญของฝ่ายอดีต สส.ก้าวไกล คือการใช้หลักฐานทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเข้าสู้คดี โดยศาลกำหนดให้นักวิชาการรวม 13 ราย จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นยื่นต่อศาลล่วงหน้า 7 วันก่อนวันนัด แทนการเดินทางมาเบิกความด้วยวาจา หากคู่ความติดใจในความเห็น จึงค่อยยื่นคัดค้านภายใน 3 วัน เพื่อให้ศาลเรียกมาซักถามเพิ่มเติม ซึ่งช่วยให้กระบวนการพิจารณามีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้น

ศาลฎีกาวางกรอบเวลา ลุยไต่สวนจบภายใน มี.ค. 2570

สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาได้วางกรอบเวลาในการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2570 ทั้งนี้ ศาลได้ยกคำร้องของฝ่ายผู้คัดค้านที่ขอเพิ่มวันไต่สวนอีก 2 นัด เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรอบเวลาเดิมมีความเหมาะสมและสามารถไต่สวนพยานได้ทันตามกำหนดการเดิม 

 

กาง 3 ปมใหญ่ในชั้นศาล สู้เรื่องบริบทและอำนาจหน้าที่ สส.

เนื้อหาสำคัญของคดีนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ต้องหักล้างกันในชั้นศาล ได้แก่

  1. ที่มาและบริบทของการเสนอกฎหมาย: ฝ่ายผู้ร้องพยายามเชื่อมโยงกับการชุมนุมปี 2563 ส่วนฝ่ายผู้คัดค้านชี้ว่าเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายในแวดวงวิชาการมานานแล้ว
  2. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ สส.: ฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่ ป.ป.ช. มองว่าต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง 
  3. เจตนาและพฤติการณ์รายบุคคล: การพิจารณาความรับผิดชอบและเจตนาของ สส. ทั้ง 44 คนตามข้อเท็จจริง

3 ประเด็นต้องจับตา กับวิบากกรรมชี้ชะตาการเมือง

สิ่งที่สังคมต้องจับตาต่อจากนี้ คือ น้ำหนักพยานหลักฐานด้านบริบท ,ข้อต่อสู้ทางกฎหมายเรื่องอำนาจ สส. และแนวทางที่ศาลจะตีความขอบเขต 'มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง' เนื่องจากผลคดีนี้มีโทษรุนแรงถึงขั้น พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องลุ้นกันต่อหลังสิ้นสุดการไต่สวนในเดือนมีนาคม 2570 ว่าศาลจะมีนัดฟังคำพิพากษาในวันใด

ที่มา : thansettakij 

related