ส่องค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

ส่องค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

ส่องค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยที่พุ่งสูงแตะพันล้าน มาย้อนประวัติศาสตร์การดูฟรีสู่ยุคธุรกิจ และความท้าทายสำหรับฟุตบอลโลกปี 2026 จะเปิดฉากขึ้นแล้ว แต่เอกชนไทยยังไม่กล้าลงทุน...ยังนิ่งๆอยู่เลย

SHORT CUT

  • ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากหลักร้อยล้านบาทในอดีตสู่หลักพันล้านบาทในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบการซื้อสิทธิ์เปลี่ยนจากเอกชนรายเดียวสู่โมเดลการลงขันจากหลายภาคส่วน
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสูงขึ้นมาจากการที่ฟีฟ่าเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ทำให้มีจำนวนนัดแข่งขันมากขึ้น ประกอบกับการประเมินราคาพรีเมียมสำหรับไทยจากนโยบายดูฟรีในอดีตและช่วงเวลาถ่ายทอดที่ไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้
  • กฎ Must Have ที่เคยบังคับให้ดูฟรีได้สร้างภาระจนนำไปสู่การใช้เงินรัฐสนับสนุนและเกิดปัญหา "จอดำ" ในปี 2022 ซึ่งท้ายที่สุด กสทช. ได้ยกเลิกกฎนี้เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดทำงาน แต่การเจรจาสำหรับปี 2026 ก็ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

ส่องค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยที่พุ่งสูงแตะพันล้าน มาย้อนประวัติศาสตร์การดูฟรีสู่ยุคธุรกิจ และความท้าทายสำหรับฟุตบอลโลกปี 2026 จะเปิดฉากขึ้นแล้ว แต่เอกชนไทยยังไม่กล้าลงทุน...ยังนิ่งๆอยู่เลย

ปัญหาลิขสิทธิ์พันล้าน: แล้วทำไมราคาพุ่งสูง ? 
 

ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้า เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะปัจจุบันยังไม่มีเอกชนไทยรายใดถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ แม้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชาจะปิดดีลไปแล้ว ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงแตะ 1,300-2,000 ล้านบาท เกิดจากการขยายจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ทำให้มีแมตช์แข่งขันเพิ่มเป็น 104 นัด 

นอกจากนี้ ฟีฟ่ายังประเมินราคาพรีเมียมสำหรับไทย เนื่องจากอดีตมีนโยบายรัฐที่บังคับให้ฉายฟรีครบทุกช่องทาง ประกอบกับเวลาถ่ายทอดสดตรงกับช่วงดึกถึงสายตามเวลาไทย ทำให้ยากต่อการดึงดูดสปอนเซอร์ ยากต่อการต่อยอดสร้างรายได้จากแคมเปญต่างๆ และไม่คุ้มค่าในมุมมองการลงทุนของภาคเอกชน ณ เวลานี้ 
.

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จากดูฟรีสู่กลไกตลาด

หากมองย้อนกลับไป การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยมีพัฒนาการและจุดเปลี่ยนสำคัญหลายยุคหลายสมัย และการถ่ายทอดดั้งเดิมเลย คือ ยังไม่ได้ดูครบทุกคู่ด้วยซ้ำ 

ยุคทีวีพูล (1970-1998): จุดเริ่มต้นค่านิยม "คนไทยต้องดูบอลโลกฟรี" ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยมีรายได้จากสปอนเซอร์โฆษณามาครอบคลุมค่าใช้จ่าย

ยุคเปลี่ยนผ่านสู่เอกชน (2002-2014): ช่วงเวลานั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ กระแสฟุตบอลโลก บูมมากๆ , บริษัท ทศภาค ก้าวเข้ามาเป็นเอกชนรายแรก ซื้อลิขสิทธิ์ปี 2002 และ 2006 ในราคาเพียงครั้งละราว 150 ล้านบาท ,  ต่อมา อาร์เอส รับไม้ต่อและเริ่มใช้ระบบ Exclusive Content นำไปสู่การจำกัดการรับชม ใน 2010 และ 2014

ยุคลงขัน (2018): ข้อบังคับจากกฎ Must Have ทำให้เอกชนรายเดียวไม่กล้าแบกรับความเสี่ยง รัฐจึงต้องดึง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่มา "ลงขัน" จ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งทะยานสูงถึง 1,141 ล้านบาท
 

บทเรียนราคาแพงของรัฐฯ : ปมจอดำและกฎ Must Have

ฟุตบอลโลก 2022 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในสมัยที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์บริหาร นับเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด เมื่อค่าลิขสิทธิ์พุ่งถึง 1,600 ล้านบาท กสทช. ต้องนำเงินสาธารณะจากกองทุน กทปส. 600 ล้านบาทไปสมทบซื้อลิขสิทธิ์ แต่กลับเกิดปัญหามหากาพย์ "จอดำ" บนกล่องรับสัญญาณบางยี่ห้อเนื่องจากการให้สิทธิ์ Exclusive แพลตฟอร์มออนไลน์แก่เอกชนที่ร่วมลงขัน 

ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ กสทช. ตัดสินใจ "ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have" ในปี 2567 หรือเมื่อ 2 ปีทที่แล้ว เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดเสรีทำงาน และลดภาระเงินภาษีประชาชน 

อนาคตฟุตบอลโลก 2026: คนไทยยังต้องลุ้น

แม้จะปลดล็อกกฎ Must Have แล้ว แต่ความคาดหวังของสังคมและนโยบายรัฐบาลปัจจุบันยังคงตั้งเป้าให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรี  ล่าสุด ครม. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นแกนหลัก ในการประสานงาน หาเอกชนไปเจรจากับฟีฟ่า 

แต่ด้วยกำแพงราคาลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว ต้นทุนเทคนิค และข้อจำกัดด้านเวลา ดีลนี้จึงยังคงยืดเยื้อ ท้ายที่สุดแล้ว 

อย่างที่เห็นกันตามหน้าสื่อ , บริบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแบกรับค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่แพงมหาศาล กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องทบทวนอย่างจริงจัง และ อนาคตเรื่องนี้จะจบลงที่ตรงไหน เทรนด์จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็น่าจับตามอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related