
SHORT CUT
มิจฉาชีพยกระดับกลโกง สวมบทแม่พระ-นักบุญ ปั่นกระแสศรัทธาหลอกประชาชนบริจาคเงิน คดีพุ่งเสียหายเพิ่ม 30–40% นายกฯ สั่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ คุมเข้มทุกช่องทางรับเงินบริจาค
เมื่อความศรัทธากลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ความใจบุญของประชาชนก็อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่แอบอ้างตัวเป็นผู้มีบุญบารมี สวมบทเป็นแม่พระ นักบุญ หรือผู้มีอิทธิพลทางจิตวิญญาณ สร้างภาพความศักดิ์สิทธิ์เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ก่อนใช้การทำบุญและการบริจาคเป็นเครื่องมือหลอกเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นเรื่องที่น่าจับตา หลังข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ช่วงปี 2565-2569 พบคดีแอบอ้างบุคคลศักดิ์สิทธิ์เพื่อหลอกลวงรับบริจาคหลายสิบคดี โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในช่วงปี 2568–2569 จำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2565-2567 สะท้อนให้เห็นว่าการหลอกลวงโดยใช้ความเชื่อและความศรัทธากำลังเป็นภัยใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้าม
เปิดกลโกงมิจฉาชีพ สร้างภาพศักดิ์สิทธิ์ ใช้ความศรัทธาเป็นเครื่องมือ
พฤติการณ์ของมิจฉาชีพที่พบส่วนใหญ่มีรูปแบบคล้ายกัน เริ่มจากการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูน่าเลื่อมใส แต่งกายให้มีความศักดิ์สิทธิ์ หรืออ้างตนเป็นบุคคลที่มีพลังพิเศษ จากนั้นใช้กลุ่มผู้ติดตามช่วยเผยแพร่เรื่องราวความอัศจรรย์และความศักดิ์สิทธิ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างกระแสความเชื่อและดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาร่วมทำบุญ
บางรายใช้ชื่อมูลนิธิหรือคณะทำงานเป็นช่องทางรับบริจาค โดยอ้างว่าจะนำเงินไปก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศล แต่กลับไม่มีการเปิดเผยรายรับรายจ่ายอย่างชัดเจน ขณะที่บางรายยังใช้ความเชื่อเรื่องบุญบารมี ความร่ำรวย การแก้เคล็ด และการล้างเคราะห์ มาเป็นแรงจูงใจให้ผู้ศรัทธาบริจาคเงินมากขึ้น
ด้าน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ระบุว่า อีกหนึ่งรูปแบบที่พบคือการใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมปลอมแปลงเอกสารหรือภาพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนชักชวนให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือบัญชีที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อได้เงินมาแล้วกลับนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ชำระหนี้ หรือใช้เพื่อความบันเทิง แทนที่จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้
รัฐเร่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ นายกฯ สั่งคุมเข้มเงินบริจาค
จากปัญหาที่เกิดขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันกำหนดมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียน การดำเนินกิจกรรม และการเรี่ยไรเงินบริจาคของมูลนิธิทั่วประเทศ
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้มั่นใจว่าเงินหรือสิ่งของที่ประชาชนบริจาคจะถูกส่งถึงมือผู้ประสบภัยและผู้เดือดร้อนจริงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้
ทั้งนี้ มูลนิธิทุกแห่งมีหน้าที่ต้องนำส่งรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมบัญชีรายรับและรายจ่ายประจำปีต่อกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบการดำเนินงานและการใช้เงินบริจาคได้
นายอนุทิน ยังส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดฉวยโอกาสจากการทำงานเพื่อสังคมว่า หากดำเนินการด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลพร้อมยกย่องและสนับสนุน แต่หากแฝงเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ
พบผิดจริง เจอโทษหนักถึงขั้นยุบมูลนิธิ
สำหรับมูลนิธิที่ตรวจพบว่าดำเนินกิจการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ มีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวง หรือไม่นำเงินบริจาคไปใช้เพื่อสาธารณกุศล อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร ประมวลกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน และกฎหมายฟอกเงิน
โดยตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกจังหวัด จะร่วมกันตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงพิจารณาเพิกถอนและยุบมูลนิธิที่กระทำผิด
ด้าน กรมการปกครอง ยังขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนร่วมบริจาคทุกครั้ง ทั้งเลขทะเบียนมูลนิธิ วัตถุประสงค์การจัดตั้ง และรายงานการใช้เงินบริจาค หากพบความผิดปกติควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
ท้ายที่สุด การทำบุญและช่วยเหลือผู้อื่นยังเป็นเรื่องดีที่ควรได้รับการสนับสนุน แต่ในวันที่มิจฉาชีพสามารถสร้างภาพความศักดิ์สิทธิ์และใช้ความศรัทธามาเป็นเครื่องมือได้ การมีน้ำใจจึงต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบ เพราะเงินที่ตั้งใจมอบให้ผู้เดือดร้อน อาจกลายเป็นเงินที่ถูกนำไปเลี้ยงดูผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มโดยไม่รู้ตัว