Spring News

ถ้าโลกนี้ไม่มีมนุษย์ สัตว์จะสามารถทำให้สูญพันธุ์กันเองได้ไหม?

24 ม.ค. 2565 เวลา 9:29 น. 581

ศตวรรษแห่งการสูญพันธุ์ ที่มนุษย์เป็นตำการหลักของเรื่องนี้ แต่ถ้าเกิดว่าโลกนี้ไม่มีมนุษย์ มีโอกาสไหมที่สัตว์จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์กันเอง?

เรากำลังดำรงอยู่ในศตวรรษแห่งการสูญพันธุ์ สัตว์หลายสปีชีส์เริ่มล้มตายก็เป็นว่าเล่น เพราะภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าในวงจรของผู้ล่านั้น มนุษย์คือผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหารไปแล้ว จากการแต่งตั้งตนเองและความก้าวหน้าของศักยภาพในหลายด้านๆของสัตว์สังคม อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุทำให้สัตว์สูญพันธุ์ตลอดมา บทความจาก Live Science จึงมีการหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าหากมนุษย์ไม่ใช่ตัวทำลายหรือทำให้สัตว์อื่นสูญพันธุ์ล่ะ จะมีสัตว์จำพวกใดบ้างที่สามารถทำให้สัตว์อื่นๆต้องสูญพันธุ์ได้ และนี่คือคำตอบ

ลองนึกภาพการมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนก พวกมันบดบังแสงจากดวงอาทิตย์จนมืดมิด นกพิราบโดยสาร (Ectopistes migratorius) เคยบินเป็นฝูงหลายร้อยล้านตัวหรืออาจถึงพันล้านตัว ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะบินผ่าน จากนั้นเราก็เริ่มยิงพวกมัน

มนุษย์เริ่มล่านกพิราบในเชิงพาณิชย์ในศตวรรษที่ 19 และในปี 1914 พวกมันสูญพันธุ์ตามรายงานของนิตยสาร Audubon นกเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญของความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่มนุษย์สามารถกำจัดได้แม้กระทั่งสายพันธุ์ทั่วๆไป แต่หากผู้ล่าไม่ใช่เราที่เป็นมนุษย์ แต่เป็นสัตว์อื่นๆจะสามารถขับไล่พวกมันให้สูญพันธุ์ได้หรือไม่?

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tips : นกพิราบนักเดินทาง (Ectopistes migratorius) ไม่ใช่นกพิราบที่เรารู้จักทั่วไปที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ แต่นกพิราบสายพันธุ์นี้อยู่ในสถานะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว พวกมันมักอาศัยอยู่ทั่วไปในอเมริกา แคนาดา และบางส่วนของเม็กซิโกกับคิวบา มันถูกฆ่าล้างจากการมาถึงของกลุ่มคนผิวขาว ที่นำพวกมันไปทำเป็นอาหารแบบเกินอัตรา (ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวอินเดียนก็นำไปทำอาหารอยู่แล้ว แต่เป็นมื้ออาหารทั่วไป ไม่เยอะมาก) นำไปเป็นเกมกีฬา จากนกนักเดินทาง เริ่มกลายเป็นนกที่ต้องเอาตัวรอด จำนวนพวกมันลดลงอย่างรวดเร็วจนในปีพ.ศ. 2423 มีกฎหมายห้ามล่านกชนิดนี้ แต่ก็ยังมีแอบลักลอบกระทำอยู่ จนปีพ.ศ. 2457 วันที่ 1 กันยายน นกที่ชื่อ 'มาธาร์' นกพิราบเดินทางตัวสุดท้ายก็ได้จากโลกใบนี้ไป

นกพิราบนักเดินทางหรือพิราบสื่อสาร Cr.Hayashi and Toda มันก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกๆตรรกะความคิดมักจะมีมนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมเสมอในทุกเรื่อง สัตว์บางชนิดสามารถทำลายล้างข้ามสายพันธุ์ได้ หากมนุษย์วางพวกมันไว้ผิดที่และพวกมันกลายเป็นผู้รุกราน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สร้างความเสียหายทางนิเวศวิทยาหรือทางเศรษฐกิจต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ของพวกมัน ตัวอย่างเช่น งูเหลือมพม่า (Python bivittatus) จากเอเชียกำลังกลืนกินทุกอย่างที่เคลื่อนไหวในฟลอริดาเอเวอร์เกลดส์ ประชากรงูหลามเริ่มต้นจากการถูกนำมาปล่อย (เป็นสัตว์ Exotic) และหลบหนีจากสัตว์เลี้ยงต่างๆไปได้ ตามรายงานของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติฟลอลิดา

สัตว์จำพวกที่ไม่สามารถรับรู้หรือตอบสนองได้อย่างเหมาะสมต่อสายพันธุ์ที่เข้ามารุกรานใหม่ๆในสภาพแวดล้อมของตนนั้น เราเรียกพวกเขาว่า “ไร้เดียงสา” หรือกล่าวได้ว่า พวกมันต้องทนทุกข์ทรมานจากความเป็นผู้ไร้เดียงสาในระบบนิเวศวิทยา และนั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย สัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อหนีหรือป้องกันตัวจากสัตว์เอเลี่ยนที่ขยายสายพันธุ์ได้ และการดัดแปลงหรือปรับตัวนั้นไม่ได้ผุดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

“วิธีหลักที่เผ่าพันธุ์ต่างถิ่นใช้กวาดล้างชาวพื้นเมืองคือการบริโภค ดังนั้น ผู้ล่าจะหลอกล่อให้ผู้ถูกล่าไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยมีผู้ล่ามาก่อน หรือประเภทของการล่านั้นแตกต่างจากที่ผู้ถูกล่าเคยพบมา” ทิม แบล็กเบิร์น (Tim Blackburn) ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาการบุกรุกที่มหาวิทยาลัย College London ในสหราชอาณาจักรบอกกับ Live Science

ตัวอย่างสายพันธุ์รุกรานของทิมคือแมวบ้าน “พวกมันมีส่วนทำให้นกหลายสิบสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์” เขากล่าว – นกกระเรียนเกาะ Stephens (Traversia lyalli) ในนิวซีแลนด์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปในปี 1895 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แมวเป็นสาเหตุหลักของการตายของนกในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตามรายงานของ American Bird Conservancy กล่าวอีกนัยหนึ่ง นกอเมริกันอยู่ภายใต้การคุกคามจากแมวเลี้ยงมากกว่าจากปืน

เห็นน่ารักแบบนี้ ล่าเก่งทุกตัวนะบอกเลย เมื่อถึงคราวต้องหาอาหาร และนุดไม่ยอมให้ซักที ไม่หนูก็นกนี่แหละ ที่จะเป็นเหยื่อของเจ้าเหมียว มนุษย์ทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายนักล่าอย่างแมวและงูยักษ์ไปทั่วโลก แต่นั่นคือพฤติกรรมที่มนุษย์เราทำ แต่เมื่อสัตว์ต่าง ๆ อพยพไปยังพื้นที่ใหม่โดยธรรมชาติล่ะ? ตามคำกล่าวของทิม สัตว์ต่างๆ มักจะแยกย้ายกันไปโดยธรรมชาติไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วชนิดของสปีชีส์จะคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อกันและกัน ดังนั้นจึงมักไม่มีการจับคู่ที่ไม่เป็นธรรม

ในบางครั้ง การเคลื่อนตัวของแผ่นดินทำให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ สั่นคลอน Great American Biotic Interchange (ประมาณ 10 ล้านถึง 10,000 ปีก่อน) เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของเรื่องนี้ แผ่นเปลือกโลกผลักทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เข้าหากัน และสปีชีส์จากแต่ละทวีปมาบรรจบกันผ่านสะพานแผ่นดินอเมริกากลาง อเมริกาใต้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสัตว์ชนิดใหม่มากมาย รวมทั้งสัตว์กินเนื้อ เช่น หมีและแมวใหญ่ ในขณะที่อเมริกาเหนือได้รับสัตว์จำพวกสลอธพื้นดินและญาติของอาร์มาดิลโล (ตัวนิ่ม) ที่เรียกว่า glyptodonts เป็นการตอบแทน

ตัวอาร์มาดิลโล หรือตัวนิ่ม ย้ายจากอเมริกาใ้ตขึ้นเหนือ และสามารถเอาตัวรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน ความหลากหลายของสัตว์ที่ย้ายจากอเมริกาเหนือไปยังอเมริกาใต้นั้นมีสูงกว่า ดังนั้นอเมริกาใต้จึงมีผู้อยู่อาศัยใหม่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษาในปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เสนอว่าสิ่งนี้เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอเมริกาใต้มีอัตราการสูญพันธุ์ที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นสัดส่วน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สปีชีส์ในอเมริกาใต้จำนวนมากได้สูญพันธุ์ไปในระหว่างการแลกเปลี่ยน และมีส่วนน้อยมากที่จะสามารถตั้งอาณานิคมของตนในอเมริกาเหนือได้

"บางทีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมืองในอเมริกาใต้อาจอ่อนไหวต่อสัตว์กินเนื้อชนิดใหม่" ฮวน คาร์ริลโล (Juan Carrillo) นักบรรพชีวินวิทยาจาก University of Fribourg ในสวิตเซอร์แลนด์ และผู้เขียนนำรายงานฉบับปี 2020 กล่าว การปล้นสะดมโดยสัตว์กินเนื้อในอเมริกาเหนือเป็นเพียงสมมติฐานหนึ่งสำหรับสิ่งที่ผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่ไม่สมดุล

 "สลอธบนพื้นและแมลงปีกแข็งอาจมีขนาดใหญ่พอที่จะหลบหนีจากนักล่าเหล่านี้ได้ และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกมันสามารถอพยพไปทางเหนือได้ และเราพบพวกมันในบันทึกฟอสซิลในหลายพื้นที่ของทวีปอเมริกาเหนือด้วย"

แต่ในขณะที่ผลกระทบของสายพันธุ์รุกรานสมัยใหม่ต่อการสูญพันธุ์นั้นชัดเจน "มันไม่ใช่แค่ช่วงเวลาเดียวในประวัติศาสตร์ของโลก แต่แท้จริงแล้วต้องใช้เวลาหลายล้านปีและมีช่วงที่แตกต่างกัน" การสูญพันธุ์ในอเมริกาใต้เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อโลกเย็นลงซึ่งอาจส่งผลกระทบเช่นกัน

แต่ยังยุติธรรมอยู่ไหมที่จะสรุปว่าอย่างน้อยเหยื่อบางสายพันธุ์ในอเมริกาใต้ก็สูญพันธุ์เพราะนักล่าในอเมริกาเหนือเข้ามา? เป็นไปได้ แต่ยากที่จะคลี่คลายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ คาร์ริลโลกล่าว

ลักษณะของสัตว์นั้นถูกสร้างขึ้นในสมรภูมิวิวัฒนาการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ล่าจะลุกขึ้นมาครอบครองเหยื่อของพวกมัน คาร์ริลโลตั้งข้อสังเกตว่าหากนักล่ากินเหยื่อของมันจนสูญพันธุ์ มันก็จะไม่มีอะไรกินและด้วยเหตุนี้ก็จะสูญพันธุ์ไปด้วย หากผู้ล่ามีเหยื่อหลายตัว ตามทฤษฎีแล้ว มันสามารถเอาชีวิตรอดจากการกำจัดสิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิด แต่การสูญพันธุ์มักเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ

"โลกธรรมชาติมีความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหยอกล้อกระบวนการที่มักเกิดขึ้น"

แต่สำหรับมนุษย์ผู้ได้รับทางลัดมาอย่างรวดเร็วนั้น แน่นอนว่าปัจจุบันกลายเป็นผู้ทำลายหลักของการสูญพันธุ์ และการทำลายโลกใบนี้ไปอย่างช้าๆแล้วเรียบร้อย ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นไปตามอ่านต่อได้ที่ สัตว์สูญพันธุ์จำนวนมากในรอบ 100 ปี และจะเพิ่มขึ้นอีกด้วยน้ำมือมนุษย์

ที่มาข้อมูล 

https://www.livescience.com/can-animals-make-other-species-extinct

https://guru.sanook.com/26581/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ