ภัยแล้ง แม่น้ำมูลวิกฤตหนักสุดรอบ 50 ปี ปลากระชังกระทบขาดทุนยับนับล้าน

04 ก.พ. 2563 เวลา 2:40 น.

แม่น้ำมูล ภัยแล้งวิกฤตหนักสุดในรอบ 50 ปี ทำให้ผู้เลี้ยงปลาในกระชังขาดทุนยับนับล้านบาท ขณะที่เกษตรกรยังมีการสูบน้ำทำนาปรัง วอนรัฐจัดสร้างเขื่อนกั้นน้ำไว้ใช้

ภัยแล้ง - วันนี้(4 ก.พ.2563)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้แหล่งน้ำหลายแห่งมีระดับปริมาณน้ำลดน้อยลง อย่างเช่นที่ ลำน้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคในหลายอำเภอ เริ่มจากที่ อ.ชุมพลบุรี ผ่านมาที่ อ.ท่าตูม และอ.รัตนบุรี ขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ทำให้ปีนี้เกิดภัยแล้งวิกฤตที่สุด

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำมูลบอกว่า ไม่เคยเกิดขึ้นแบบนี้มาก่อนในรอบ 50 ปี ทำให้หลายอาชีพต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก อย่างผู้เลี้ยงปลากระชัง ที่ ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ต้องหยุดเลี้ยงปลา บางรายต้องรีบขายก่อนที่ปลาจะตายเพราะไม่มีน้ำ จนขาดทุนไปหลายรายนับล้านบาท

ผู้สื่อข่าว ตระเวนดูสถานการณ์น้ำตามลำน้ำมูล พบกับ นายปิ่นแก้ว จันทรา อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 8 ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เกษตกรผู้เลี้ยงปลากระชังในลำน้ำมูลรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนมีกระชังปลาทั้งหมด 100 กระชัง เลี้ยงปลากระชังในลำน้ำมูลมากว่า 10 ปีแล้ว วันนี้ต้องรีบมาเอาปลาขึ้นจากกระชังให้หมดก่อนที่ปลาจะตาย เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำมูลเริ่มมีระดับต่ำลงอย่างรวดเร็ว เพราะปีนี้ฝนตกน้อยมาก ทำให้น้ำในแม่น้ำมูลมีน้อยกว่าทุกปี อีกทั้งยังมีเขื่อนยางที่กั้นน้ำมูลไว้ที่ต้นน้ำด้วย เลยทำให้ไม่มีน้ำไหลลงมา ซึ่งหากเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเลี้ยงปลาในกระชังได้อีกหรือไม่ จึงอยากจะวอนขอให้หน่วยงานรัฐ ได้ช่วยเหลือในการมาทำเขื่อนหรือฝายชะลอน้ำให้หน่อย จะได้ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ใช้กันในหน้าแล้งตลอดปี ซึ่งในทุกๆปีที่ผ่านมาก็ยังพอมีน้ำใช้ แต่ว่าปีนี้หนักสุดในรอบ 40 – 50 ปี ที่เคยเห็นมา

“สำหรับปลาที่จับขึ้นในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็จะนำไปขาย ซึ่งก็ไม่ได้ราคามากนัก เพราะปลายังไม่ได้ขนาด แต่ก็ต้องตัดใจขายเพื่อลดต้นทุน ส่วนที่เหลือก็จะนำไปปล่อยเลี้ยงไว้ในบ่อที่บ้าน รอจนปลาได้ขนาดจึงจะนำออกมาขายอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้ผมก็ขาดทุนไปแล้วนับล้านบาท จากวิกฤตน้ำมูลในครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องดูอีกทีว่าจะสามารถเลี้ยงต่อได้อีกหรือไม่ หากสถานการณ์น้ำมูลยังเป็นอย่างนี้อยู่” นายปิ่นแก้ว จันทรา กล่าว

จากนั้นผู้สื่อก็ได้สำรวจไปทางต้นน้ำที่จะลงมาถึงจุดที่เลี้ยงปลากระชัง ก็พบว่ามีโรงสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้า ตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ และยังมีการตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กของชาวบ้าน เพื่อที่จะสูบน้ำจากลำน้ำมูลไปใช้ทางการเกษตร ในพื้นที่บ้านท่าลาด ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี ในขณะที่ลำน้ำมูลบริเวณนั้นก็ปรากฏว่ามีสันดอนทรายปรากฏขึ้นมามากมายหลายจุด บางจุดเป็นสันดอนขนาดใหญ่ปิดทางน้ำจนสามารถเดินข้ามฝั่งได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมากมายหลายจุดตลอดลำน้ำมูล

และถัดลงมาที่บ้านปราสาท ต.ท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ บริเวณสะพานท้าวโสวัต นางบัวตูม (ท่าตูม-พรมเทพ) ระดับน้ำในแม่น้ำมูลก็ลดระดับลงเช่นกัน จนเกิดเป็นสันดอนทรายขึ้นที่กลางลำน้ำมูลจนปิดทางน้ำเป็นพื้นที่กว้างจนรถยนต์สามารถวิ่งข้ามไปได้ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า, นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่าด้านวิชาการ, นายสมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่าด้านปฏิการ, นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบดีกรมเจ้าท่าด้านความปลอดภัย พร้อมด้วยนางวิมลมาน สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครราชสีมา ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาภัยแล้งจากชาวบ้านม่วงมูล หมู่ 8-หมู่ 9 ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์กรณีที่แม่น้ำมูลบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว มีสันดอนทรายเกิดขึ้นมากจนทำให้แม่น้ำมูลมีการตื้นเขินทำให้น้ำไม่ไหลผ่าน

โดยตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นเรื่องเสนอให้มีการสร้างเขื่อนหรือฝายน้ำล้นบริเวณบ้านม่วงมูล เพื่อที่จะได้กักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง เพื่อที่จะได้ไม่ขาดแคลนน้ำอีกต่อไป ซึ่งนาย วิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า ก็ได้รับเรื่องเพื่อที่จะนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไปแล้ว ซึ่งจากนี้ไปก็ต้องรอดูว่า วิกฤตลำน้ำมูลจะได้รับการแก้ไขปัญหาไปในแนวทางไหน เพื่อที่จะได้ต่อลมหายใจให้กับหลายชีวิตที่ต้องอาศัยลำน้ำมูลสายนี้หล่อเลี้ยงชีวิตต่อไปอีกนานแสนนาน