ข่าว

แห่พิสูจน์ “เสียงเด็กร้อง” ปริศนาดังออกมาจากป่า

จากกรณี ที่มีประชาชนได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ในป่าสาธารณะบ้านโคกสว่าง ม.7 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มานาน 5 วัน 5 คืน พบบริเวณป่าละเมาะมีศาลเพียงตาถูกนำมาทิ้งจนเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านที่ผ่านเส้นทางบ้านตรอกปลาไหล-บ้านเขากระแต จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเสียงกุมารทองร้องไห้ พบว่ากลางดึกมีชาวบ้านแห่พิสูจน์เสียงเด็กร้องไห้จำนวนมาก

 

 

คืบหน้า เมื่อกลางดึกวันที่ 18 พฤศจิกายน 62 ที่บ้านโคกสว่าง ม.7 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี บริเวณริมถนนตรงที่พบเศษซากศาลเพียงตา และศาลพระภูมิ รวมทั้งพระพุทธรูป,องค์เทพ,พญานาค,รูปปั้น,ปู่,ย่า,ตาลยาย รวมถึงกุมารทองจำนวนมาก ที่ถูกมาทิ้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ขนาดมีอายุร่วม 100 ปี จนชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าผ่านเส้นทางดังกล่าว

 

 

พบว่ามีประชาชนจำนวนมากหลังจากทราบข่าวว่ามีหญิงสาวคนหนึ่ง ทราบเพียงชื่อเล่นว่า “หนู” เป็นชาวบ้านโคกสว่างผู้ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนมานาน 5 วัน 5 คืน ต่างเดินทางมาพิสูจน์และหาที่มาของเสียงเด็กร้องไห้บริเวณป่าละเลาะรอยรอบก็ไม่ยินเสียงเด็กร้องไห้แต่อย่างใด

 

 

ต่อมาได้มีนายสำเริง ดีรบรัมย์ อายุ 65 ปี ร่างทรงที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านออกมาพิสูจน์หาเสียงเด็กร้องไห้เช่นเดียวกับ จากนั้น นายสำเริง ดีรบรัมย์ ร่างทรงได้ทำการทรงสร้างความสนใจของชาวบ้านที่เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่ง (เป็นความเชื่อของแต่ละบุคล) ร่างบอกว่า “ตรงนี้มีขุนอินทร์กับขุนเดช”ดูแลสถานที่ตรงนี้อยู่ รวมทั้งแม่ชีผ้าขาวและวิญญาณสัมภเวสีที่ชาวบ้านพบเห็นด้วย ที่ว่ามีเสียงเด็กร้องไห้ไม่จริงว่าคนที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้นั้นน่าจะหลอนมากกว่า จากนั้นร่างทรงบอกว่าตรงนี้เคยมีผู้พบเห็นดวงวิญญาณ มีคนแต่ขาวนุ่งขาวเดินอยู่บนนั้นเป็นความจริงและมีมานานแล้ว คนที่พบเห็นเป็นคนที่มีบุญ ส่วนตรงนี้น่าจะเก็บทำความสะอาดให้เรียบร้อยเพราะทำให้คนที่ผ่านทางไปมาหวาดกลัว นอกจากนี้ร่างทรงยังใบ้เลขให้ชาวบ้านเสี่ยงโชคงวดนี้ด้วย

 

 

ด้านสำเนาว์ วงศ์อาษา อายุ 50 ปี ชาวบ้าน ม. 7 บ้านโคกสว่าง กล่าวว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้มีศาลเพียงตาตั้งอยู่ตนเกิดมาก็เห็นแล้วอายุน่าจะเกือบร้อยปี ส่วนที่มีคนได้ยินเสียงเด็กร้องไห้น่าจะหลอนมากกว่า แต่ถ้าเห็นคนเดินข้ามถนนแต่งชุดขาวตรงจุดนี้ตนเชื่อ เพราะมีคนพบเห็นกันบ่อยครั้ง บางรายส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวบ้านที่ทำโรงงานกลับดึกจะผ่านเส้นทางนี้ ก็เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านโดยใช้เส้นทางอื่นเพราะความกลัวดังกล่าว