หนักกว่าศึกซักฟอก บทพิสูจน์ "บิ๊กตู่" ของจริง

26 ก.พ. 2563 เวลา 7:13 น.

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

จริงอยู่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล ไม่มีทางที่ฝ่ายรัฐบาลจะแพ้โหวตฝ่ายค้าน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่

ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ผู้ซักฟอกหน้าเก่าๆ จะถูกมองว่ายังใช้วิธีอภิปรายแบบเดิมๆ เล่นคำคมสำนวนโวหาร แต่อืดอาดวนเวียนหวังใช้ให้ครบโควต้าเวลาที่ได้รับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส.ส.หน้าใหม่หลายคน ทำการบ้านมาดี อภิปรายเน้นเนื้อหากระชับ ตามแบบฉบับนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ผู้คนยุคปัจจุบันอยากเห็น รวมทั้งการใช้บาร์โค้ดให้ประชาชนทั่วไปที่เฝ้าติดตาม สามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

แต่ท่ามกลางความไม่พร้อมของฝ่ายค้านด้านตัวบุคคล ปัญหาขาดความเป็นเอกภาพในพรรคร่วม รวมถึงดาวเด่นที่ถูกจัดวางไว้ของพรรคอนาคตใหม่ โดนตัดสิทธิพ้นสถานภาพ ส.ส. ทำให้ภาพรวมทั่วไปยังไม่มี "หมัดเด็ด" พอจะทำให้รัฐบาลหนักใจ หรือประชาชนทั่วไปค้างคาใจได้ แม้แต่เรื่อง IO หรือปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่เคยมีระแคะระคายหรือเป็นข่าวมาก่อน แต่รัฐบาลแจกแจงในระดับที่ "เคลียร์" พอสมควรได้

ยิ่งมีปรากฎการณ์ "งูเห่า" เลื้อยลงรูใหม่อย่างเปิดเผยด้วยแล้ว ฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า รัฐบาลลอยลำ สบายๆ

แต่เพราะมีเหตุการณ์บางประการที่เกิดขึ้น สะท้อนนัยในเชิงการเมืองบางอย่าง ที่ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ต้องพึงระวังและต้องหาทางรับมือ

ประเด็นแรกคือการรวมตัวเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา ในลักษณะ "แฟลชม็อบ" คัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการบั่นทอนระบบรัฐสภา เชื่อมโยงเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ต่อต้านผู้นำรัฐบาลที่มานอกระบบ แล้วพยายามกำจัดคนที่เห็นต่าง

ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น โดยก่อนหน้านี้ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ตั้งแต่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากศาล รธน.ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ไม่กี่ชั่วโมง

ขณะที่นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็เตรียมออกมาแสดงจุดยืนเช่นกัน ส่งผลให้นิสิตนักศึกษาจากสถาบันหลักๆ ที่เคยมีบทบาทในการชุมนุมเรียกร้องประขาธิปไตยเต็มใบจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ออกมาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ทั้ง ม.ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ม.มหิดล

ที่สำคัญเป็นการแสดงออกถึงพลังของนิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกปรามาสว่า เป็นเพียงนักเลงคีย์บอร์ด หรือ "เกรียน" ที่เคลื่อนไหวเฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

แม้กูรูการเมืองบางส่วนเชื่อว่า จะยังจุดไม่ติด เพราะบางส่วนเป็นการจัดตั้ง สอดคล้อง และขานรับกับนักวิชาการส่วนหนึ่งที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคอนาคตใหม่

แต่บางส่วนเตือนไม่ให้มองข้ามพลังนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ เพราะเชื่อว่ามีความคิดอ่านทางการเมืองเป็นของตัวเอง ไม่ได้ถูกชี้นำ พร้อมยกตัวอย่าง บางส่วนวิพากษ์ตำหนิ ส.ส.แตกรัง ซื้อขายกันโจ่งครึ่มผ่านโลกออนไลน์ โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย ทั้งที่มีข้อห้ามผู้สมัคร ส.ส.ซื้อเสียง แต่กรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ ส.ส.กลับนำเสียงที่ประชาชนเลือกมา ไปเร่ขายเสนอราคาค่าตัวสูงๆ กับพรรคการเมืองอื่น โดยไม่ความผิดใดๆ

หากคนรุ่นใหม่คิดได้ขนาดนี้ ใครที่มีอำนาจในมือ แล้วคิดว่าไม่มีอะไร อาจต้องกลับไปคิดทบทวนใหม่

อีกประเด็นถือเป็น "อาฟเตอร์ช็อค" จากศึกซักฟอกรัฐบาล  โดยเฉพาะการซื้อตัว ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีเวลา 60 วัน สำหรับการหาพรรคการเมืองอื่นสังกัด ครั้งนี้ ใครจะปฏิเสธอย่างไรก็คงมีคนเชื่อค่อนข้างน้อย เพราะมี "คลิปเสียง" การเจรจาสาเหตุการย้ายพรรค รวมไปถึงกระทั่งราคาค่าตัวการย้ายพรรค และแถมตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ ให้อีกต่างหาก

เพราะโดยสมการการเมืองแล้ว ก่อนพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ รัฐบาลมีเสียงเพิ่มเป็น 263 เสียง จากเดิม 254 เสียง คือจาก ส.ส.งูเห่าชุดแรก 4 คน และจากพรรคเศรษฐกิจใหม่อีก 5 คน จึงมีมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านถึง 26 เสียง ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเพิ่ม

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

แต่เนื่องจากเกิดการเก็งข้อสอบ คาดหวังว่าจะมีการปรับ ครม.หลังผ่านพ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีตกเป็นที่หมายปองของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีหลายคนพลาดตำแหน่งรัฐมนตรีจากครั้งที่แล้ว เนื่องจากโควค้ามีจำกัด ทั้ง นายอนุชา นาคาศัย กลุ่มสามมิตร นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรค ขณะที่คนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี และตกเป็นเป้าถูกอภิปราย อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือแม้แต่ นายดอน ปรมัสถ์วินัย ซึ่งเดิมทีเก็งกันว่าจะวางมือ แต่ล่าสุดได้แสดงท่าทีพร้อมอยู่ต่ออยู่ โดยอ้างมีงานที่ต้องสานต่อรออยู่ข้างหน้า

ยังไม่นับคลิปเสียงที่ว่าคล้ายคลึงกับเสียง ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เสนอค่าตัวสูงถึง 23 ล้านบาท พร้อมพ่วงตำแหน่ง รมช.ให้ 1 เก้าอี้ ก็มีนัยสะท้อนหวังจะมีรัฐมนตรีในโควต้า ส.ส.กทม.เพิ่มขึ้นด้วย แต่กรณีนี้กูรูหลายคนไม่เชื่อว่า จะมือเติบขนาดเสนอค่าตัวสูงมากขนาดนั้น อาจเป็นเพียงแซวกันเล่น หรือทำคลิปเสียงเพื่อหวังยกระดับความสำคัญของตนเอง เอาไว้คุยฟุ้งเสียมากกว่า ที่สำคัญ โควต้ารัฐมนตรีจากกลุ่ม กทม.ของ พปชร. ก็นั่งเก้าอี้เกรดเอ ทั้ง นายณัฐพล ทีปสุวรรณ และ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อยู่แล้ว

ขณะที่ศูยน์รวมพรรคเล็กอย่างพลังท้องถิ่นไทย ของ นายชัชวาลล์ คงอุดม เมื่อรวมพรรคเล็กอื่นๆ ในชื่อกลุ่มกิจสังคมใหม่ ก็มี ส.ส.ร่วม 10 คน และเจ้าตัวยังโอ่ว่า มี ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ หลายคนที่ได้ทาบทาม จะย้ายไปอยู่ด้วย ก็ต้องแอบหวังเก้าอี้รัฐมนตรีไว้เช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเนื้อหอมอย่างพรรคภูมิใจไทย แม้รู้ดีว่ายังจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หากมีการปรับ ครม.หลังศึกอภิปราย เพราะอาจมีปรับเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ แต่ในอนาคตครั้งหน้าหรือข้างหน้า หากมีการปรับ ครม.รอบใหม่ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ก็สามารถเจรจาต่อรองทางการเมืองได้มากขึ้น จากการมี ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ จากการมี ส.ส.แตกรังจากพรรคอนาคตใหม่ มาอยู่ด้วยแล้วถึง 9 คน และอาจจะมีตามมาอีก

และแม้จะมีคลิปเสียงจาก "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" มีเรื่องเงินติดปลายนวมแก้ปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ต่างจากอยู่กับพรรคเดิม แต่กูรูการเมืองก็เชื่อว่า ราคาค่าตัวคงไม่มากถึงหลัก 20 ล้านแน่นอน เพราะหากเป็นอัตราดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยต้องใช้เงินซื้อตัวมาเกือบ 200 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะลงทุนสูงขนาดนั้น

เมื่อดูจากปลายทางสุดท้าย อยู่ที่ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ใครๆ ก็จ้องตาเป็นมัน และหากจัดสรรหรือเจรจาไม่ลงตัว มีโอกาสเพิ่มแรงกระเพื่อมใหญ่ในรัฐบาล การทำงานจะยิ่งยากลำบาก เพราะภารกิจใหญ่ อย่างภัยแล้ง พืชผลการเกษตรเสียหาย รายได้ตก และปัญหาค่าครองชีพสูง รออยู่ข้างหน้า จึงมีความเป็นไปได้สูง ที่ "บิ๊กตู่" จะยื้อเรื่องปรับ ครม.ออกไปก่อน ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทำ เดี๋ยวจะยุงนุงนังกันอีกรอบ

ทั้งหมดอยู่ที่การอ่านเกม และตัดสินใจของ "บิ๊กตู่" กับ 2 เรื่องสำคัญนี้