
SHORT CUT
เจาะลึกวิสัยทัศน์ ฐากร ปิยะพันธ์ จากงาน ttb explore [Y]our FUTURE 2026 เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือกลยุทธ์ปั้นคนยกระดับธนาคาร
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีอะไร แต่อยู่ที่ "คน" ของเราพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่
งาน ttb explore [Y]our FUTURE 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีทีบี (ttb) ในการสร้าง Future Ready Workforce และมีการประเมินทักษะพนักงานไปแล้วกว่า 3,000 คน นี่ไม่ใช่เพียงแค่งานจัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนโดยหัวเรือใหญ่แห่งทีทีบี
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี ได้เผยแนวคิดและวางรากฐานการนำ AI เข้ามาใช้อย่างเป็นระบบกับองค์กร โดยเริ่มต้นจากระดับผู้บริหารสูงสุด โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วจากการส่งผู้บริหารไปเรียนรู้เครื่องมืออย่าง ChatGPT และ Data Studio เพื่อให้เข้าใจศักยภาพที่แท้จริง ก่อนจะขยายผลไปสู่กลุ่มคนเก่ง (Talent) จำนวน 300 คน และเดินหน้าติดอาวุธให้พนักงานทั่วไปกว่า 8,000 คนด้วย Microsoft Copilot
กลยุทธ์สำคัญที่ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี เน้นย้ำคือ เป้าหมายการลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) 10% ภายในปีนี้ จะขับเคลื่อนผ่านการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิผล (Productivity) ลดการทำงานล่วงเวลา (OT) และบริหารจัดการอัตรากำลังพลผ่านการเกษียณอายุและการหมุนเวียนตามธรรมชาติ (Turnover) โดยมี AI เข้ามาอุดช่องโหว่และเสริมทักษะให้กับพนักงานรุ่นใหม่
การพัฒนาด้าน AI ของทีทีบีไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวโค้ดหรือโปรแกรม แต่เริ่มต้นที่ "ลูกค้า" ผ่านโมเดลการทำงาน 3 ขั้นตอนที่ถูกปลูกฝังให้กับพนักงาน:
นอกจากนี้ องค์กรยังเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้ปล่อยของผ่านงาน AI Hackathon ซึ่งดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เข้ามาระดมสมองข้ามสายงาน สร้างความท้าทายและความภูมิใจที่เหนือไปกว่าเรื่องของผลตอบแทน
ผลลัพธ์จากการผลักดันให้พนักงานทดลองและเรียนรู้ ทำให้เกิดการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งานจริงแล้วและกลุ่ม Prototype ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2526
• ป้องกันการทุจริต (Fraud Detection): AI ทำหน้าที่วิเคราะห์เครือข่ายบัญชีม้าที่ซับซ้อนเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองเห็น ช่วยองค์กรลดความเสียหายได้ระดับร้อยล้านบาท
• ยกระดับงานบริการลูกค้า: ระบบ AI วิเคราะห์อารมณ์ (Sentiment Analysis) ช่วยให้ Call Center รู้จังหวะที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาหรือเสนอขายสินค้า ลดเวลารอคอยของลูกค้าจากข้ามวันเหลือเพียงไม่กี่นาที
• Segment of one for wealth: แพลตฟอร์มที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกให้ Relationship Managers (RM) ลดงานด้านเอกสารลงได้ถึง 70% ทำให้มีเวลาโฟกัสกับการให้คำปรึกษาลูกค้าอย่างเต็มที่
• เร่งความเร็วสายเทคฯ: การใช้ GitHub Copilot ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ลดเวลาการเขียนและทดสอบโค้ดจาก 7 วัน เหลือเพียง 2 วัน
กลุ่ม Prototype เตรียมใช้จริง: ครอบคลุมตั้งแต่งานสินเชื่อ (UW Assist) งานตรวจสอบเอกสารนำเข้า-ส่งออก (Docucheck) ไปจนถึงแชทบอทอัจฉริยะสำหรับพนักงานสาขา (KnowledgeEasy)
ทั้งนี้ ทีทีบีให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูล โดยใช้ระบบ Ring-fence (ล้อมรั้วข้อมูล) เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล และกำหนดให้ AI อ้างอิงข้อมูลจากคลังเอกสารภายในเท่านั้นเพื่อแก้ปัญหาการให้ข้อมูลผิดพลาด (Hallucination)
ตาม Roadmap การสร้าง Future Ready Workforce (2022-2028) ทีทีบีเตรียมความพร้อมให้พนักงานก้าวสู่ยุคใหม่ผ่านกระบวนการ รู้-ลอง-เริ่ม โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 ทักษะหลัก ได้แก่ Business analytic, Data analytic, Storytelling และ Consultation
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรยกให้ Storytelling (การเล่าเรื่อง) เป็นทักษะที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะปัญหาใหญ่ในหลายองค์กรคือการสื่อสารที่ขาดประสิทธิภาพ การเล่าเรื่องด้วยข้อมูลเป็น Soft Skill ที่มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า AI เพราะเราเข้าใจบริบทและความละเอียดอ่อนของลูกค้า พนักงานที่สามารถผสานข้อมูลเชิงลึกเข้ากับการเล่าเรื่องที่จับใจ จะกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีมูลค่าสูงสุด
อุปสรรคที่ยากที่สุดในการทรานส์ฟอร์มองค์กรไม่ใช่เรื่องของงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่คือ "Mindset" ดังที่ผู้บริหารได้ทิ้งท้ายไว้ว่า AI จะไม่แย่งงานคนที่ปรับตัว แต่คนที่ใช้ AI ไม่เป็นต่างหากที่จะถูกคัดกรองออกไปจากระบบ