
SHORT CUT
โรงงาน BYD ในจังหวัดระยอง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยโรงงานแห่งนี้มุ่งเน้นการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่เพื่อตอบสนองตลาดในประเทศและเพื่อการส่งออก ภายในโรงงานสะท้อนให้เห็นถึงภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังพลิกโฉมซัพพลายเชนโลก ผ่านกระบวนการทำงานที่ล้ำสมัย
เจาะลึกเทคโนโลยี Smart Manufacturing ทรงพลัง ยกระดับการผลิต ผลักดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดทัศนศึกษาพิเศษสำหรับผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 ณ โรงงานผลิตรถยนต์ BYD นิคมอุตสาหกรรม WHA 36 อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง
ตลาดยานยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปีนี้ตลาดยานยนต์รวมของไทยจะมียอดขายประมาณ 600,000 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าถึง 100,000 คัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยยังคงมีความท้าทายทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและกำลังซื้อ แต่ก็ถือเป็นโอกาสทองที่จะต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาค ที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ได้เป็นอย่างดี
.
ซึ่งหากสามารถต่อยอดไปสู่นโยบาย EV 4.0 ถึง 4.5 จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนและผู้บริโภค รวมถึงย้ำภาพลักษณ์การเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลก และผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งระดับโลก
โรงงาน BYD นิคมอุตสาหกรรม WHA 36 จังหวัดระยอง ถือเป็นอีกหนึ่งภาพตัวแทนของความเป็นอัจฉริยะทันสมัยในการผลิตนี้เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานที่ล้ำสมัย
โดยมีการใช้ "เครื่องจักรกลอัตโนมัติ" เข้ามาขับเคลื่อนในสายการผลิต ครอบคลุม 4 ขั้นตอนแบบครบวงจร ได้แก่ การขึ้นรูป การเชื่อม การทำสี และการประกอบ ซึ่งช่วยให้กระบวนการผลิตแม่นยำ ลดข้อผิดพลาด และทำกำลังการผลิตได้สูงสุดถึง 150,000 คันต่อปีนอกจากความล้ำสมัยของเครื่องจักรแล้ว
ปัจจุบันโรงงาน BYD นิคมอุตสาหกรรม WHA 36 จังหวัดระยอง ได้เดินสายการประกอบยานยนต์ถึง 5 รุ่น โดยรุ่นล่าสุดที่เริ่มเพิ่มไลน์การประกอบคือ BYD SEALION 5 DM-i ส่งผลให้มีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEALION 6 DM-i, BYD SEAL 5 DM-i และ BYD SEALION 5 DM-i ซึ่งรถยนต์รุ่น DOLPHIN, ATTO 3 และ SEALION 6 DM-i ได้รับใบรับรอง Made in Thailand เรียบร้อยแล้ว
และ บีวายดี ได้ลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 35,925 ล้านบาท
การผลิตแบบ Smart ยังหมายรวมถึงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และการบริหารจัดการพลังงานภายใต้แนวคิดคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับเทรนด์โลก
ไม่เพียงเท่านั้น ความเป็นอัจฉริยะยังสะท้อนผ่านการบริหารซัพพลายเชนและการสร้างรากฐานในประเทศ โดยมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54 และเกิดการจ้างงานพนักงานสัญชาติไทยสูงถึงร้อยละ 92 สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่มาเพื่อเสริมศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตไทยในเวทีโลก
ตลาดหุ้นจีนต่างจากไทยอย่างไร? หุ้นจีนน่าลงทุนไหม? ASL แนะโอกาสลงทุนยุค AI