
เมื่อโลกออนไลน์และหน้าจอมือถือ ทำให้คนเริ่มเบื่อหน่ายและหมดพลัง กิจกรรมไหนที่จัดแบบ ‘Phone-Free’ จึงเริ่มมาแรง โดยเฉพาะกับ ‘คนรุ่นใหม่’
ทำไมผู้คนเริ่ม ‘เบื่อหน่ายหน้าจอมือถือ’ และโหยหาความสัมพันธ์ที่แท้จริง หรือว่านี่อาจจะเป็นโอกาสที่ได้รีเซ็ตตัวเอง ?
ริชชี่ เบลล์ (Richie Bell) ยืนประหม่าอยู่หน้าประตูบาร์แห่งหนึ่งในย่าน East Village ด้วยเหตุผลเดียวก็คือ เขาต้องส่งโทรศัพท์มือถือให้การ์ดหน้าประตูก่อนถึงจะเข้าไปได้ ในวัย 23 ปี ริชชี่แทบไม่เคยใช้ชีวิตโดยปราศจากสมาร์ตโฟนเลยเพราะเขามีไอโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม
แต่เมื่อเขาเห็นวิดีโอโปรโมตปาร์ตี้เต้นรำแนวฟังก์สำหรับชาวเควียร์ (Queer) ที่ชื่อว่า ‘Who's Dancing?’’ บน TikTok ซึ่งมีกฎว่า ‘ห้ามใช้โทรศัพท์’ เขาจึงตัดสินใจทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง
เขารีบซื้อตั๋วและตั้งใจจะไปงานนี้คนเดียวแต่ริชชี่ก็ต้องประหลาดใจในทางที่ดี เมื่อพบว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้โดนยึดโทรศัพท์ แต่แค่ให้เจ้าหน้าที่เอาเทปทึบแสงแปะทับกล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลังเอาไว้
“คุณไถดูคลิป Reels ไม่ได้หรอก เพราะถ้าเป็นไอโฟน เมื่อพวกเขาแปะเทปทับกล้องหน้า มันจะไปปิดทับตรงช่องลำโพงด้วย” ริชชี่อธิบายกับ Vox
และเมื่อไม่มีโซเชียลมีเดียในมือถือมาคอยล่อใจ ริชชี่จึงหันไปพูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ในงาน ซึ่งต่างก็ไม่ได้ก้มหน้ามองจอและมางานคนเดียวเหมือนกัน
แม้ว่าสตาฟในงานจะคอยสอดส่องดูว่ามีใครแอบใช้มือถือหรือไม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครอยากหยิบมันขึ้นมาใช้เลย
เมื่อเทียบกับบาร์หรือปาร์ตี้อื่นๆ ที่เคยไป ริชชี่พบว่าที่นี่ทำให้คนอยากพูดคุยและเต้นกันอย่างเต็มที่มากกว่า แถมมันยังง่ายกว่ามากที่จะเข้าไปทักทายคนแปลกหน้าที่ไม่ได้กำลังก้มหน้ามองจอโทรศัพท์ ไม่มีใครต้องคอยกังวลว่าจะทำท่าทางตลกๆ
แล้วถูกถ่ายวิดีโอไปประจานบนโซเชียลมีเดีย เพราะทุกคนในงานต่างก็ทำตัวเพี้ยนๆ นิดหน่อย และได้ขยับร่างกายอย่างมีอิสระโดยไม่ต้องกลัวสายตาใคร
ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา คลับ บาร์ สถานที่จัดคอนเสิร์ต และพื้นที่สังสรรค์อื่นๆ กำลังรณรงค์ให้ผู้ร่วมงานล็อกเก็บโทรศัพท์มือถอ หรืออย่างน้อยก็เก็บให้พ้นสายตา เพื่อสร้าง ‘พื้นที่ปลอดหน้าจอ’
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจัดงาน Eventbrite ระบุว่า ประสบการณ์แบบ ‘ปลอดโทรศัพท์’ (Phone-free experiences) เพิ่มขึ้นทั่วโลกกว่า
500% ระหว่างปี 2024-2025 ศิลปินชื่อดังอย่าง Phoebe Bridgers และ Harry Styles ประกาศแบนการใช้มือถือในคอนเสิร์ตของตัวเอง เช่นเดียวกับนักแสดงตลกอย่าง John Mulaney และ Bill Burr คลับหลายแห่งตั้งแต่ลอสแอนเจลิสไปจนถึงไมอามีกำลังสร้างฟลอร์เต้นรำที่ห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้ามา
บาร์และร้านอาหารในซานฟรานซิสโกและฟิลาเดลเฟียที่มีกฎห้ามใช้โทรศัพท์และกล้องมานานแล้ว ก็เริ่มมีร้านเปิดใหม่ในรัฐอื่นๆ เช่น นอร์ทแคโรไลนา
และเท็กซัส นำกฎนี้ไปใช้ตาม
การเติบโตของการสังสรรค์แบบ ‘ไร้โทรศัพท์’ สะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าจากโลกที่ต้องคอยออนไลน์อยู่ตลอดเวลา จากผลสำรวจของ Gallup ในปี
2022 ชี้ว่าผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ กว่าครึ่งยอมรับว่าตัวเองใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป การติดหน้าจอเชื่อมโยงกับคุณภาพการนอนที่แย่ลงและภาวะซึมเศร้า
แม้แต่การมีโทรศัพท์วางอยู่ใกล้ๆ ก็ทำให้ความสามารถในการรับรู้และสมาธิลดลงแล้ว นอกจากนี้การมีกล้องถ่ายรูปอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทำให้คนเกิดความตื่นตระหนกลึกๆ ว่าตัวเองอาจจะกลายเป็นไวรัลหรือกลายเป็นคอนเทนต์ของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
เพียงแค่นั่งกินแซนด์วิชเป็นฉากหลังในคลิปของอินฟลูเอนเซอร์สักคน แม้แต่คน ‘Gen Z’ ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี ก็ยังเริ่มโหยหาช่วงเวลาก่อนยุคที่ทุกคนจะ ‘ออนไลน์’ กันตลอดเวลา และเข้าถึงตัวได้ง่ายขนาดนี้
การจัดงานแบบปลอดหน้าจอจึงถือเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของความปรารถนาที่จะ ‘ขอพักเบรกจากเทคโนโลยี’
ด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและกำจัดอุปกรณ์ที่ดึงความสนใจ ผู้จัดงานมุ่งหวังที่จะสร้างความเชื่อมโยงที่แท้จริง ดึงสมาธิผู้คนกลับมาและรักษาความเป็นส่วนตัว แม้แต่การดีท็อกซ์จากสมาร์ตโฟนเพียงช่วงสั้นๆ ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศของการสังสรรค์ไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างมหาศาล
เราถูกหาผลประโยชน์ไปทำคอนเทนต์ ?
ก่อนที่ ‘X&ND’ (แซนด์) ศิลปินแนวฟังก์และโซลผู้จัดงานปาร์ตี้ Who’s Dancing ? จะคิดริเริ่มงานนี้ขึ้นมา พวกเขาสังเกตเห็นว่าแทบจะไม่มีใครปล่อยจอยเต้นกันในคลับอีกแล้ว ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์ “วินาทีที่มีใครสักคนเริ่มเต้นในคลับ คนอื่นๆ ก็จะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย” X&ND บอก
และที่สำคัญก็คือพวกเขาถูกจับตามอง ถูกเอาไปทำคอนเทนต์ และถูกผลักให้อยู่ในจุดที่เป็นเป้าสายตาต่อหน้าคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต ทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการแบบนั้น X&ND เลยอยากสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิง เควียร์ และคนข้ามเพศ ได้เต้นและแสดงความเป็นตัวเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะไปโผล่ในโลกออนไลน์
ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว X&ND จัดปาร์ตี้เต้นรำแบบนี้ไปแล้ว 8 ครั้ง โดยที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยง X&ND กล่าวว่า งานแบบไร้โทรศัพท์คือการทวงคืนวัฒนธรรม ทวงคืนความสนใจ และทวงคืนอิสระในการแสดงออก นั่นก็เป็นเพราะพวกอินฟลูเอนเซอร์ไม่สามารถโพสต์อะไรได้ แบรนด์ต่างๆ ก็โพสต์เกี่ยวกับปาร์ตี้เหล่านี้ไม่ได้
เพราะคนในงานไม่ได้ให้วัตถุดิบพวกเขาไปทำคอนเทนต์
“ฉันคิดว่านี่แหละคือการที่เราเอาวัฒนธรรมของเรากลับคืนมา” X&ND กล่าว
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ธุรกิจบาร์และไนต์คลับเริ่มซบเซาลง หลายแห่งต้องปิดตัวเพราะค่าเช่าแพงและคนหันมาประหยัดเงินกันมากขึ้น
แต่สาเหตุหนึ่งที่คนอาจมองข้ามไปคือ ความวิตกกังวลของการถูกถ่ายคลิปประจานในช่วงเวลาที่ทำตัวสบายๆ หรือกำลังเมา
บางคนถึงขั้นไม่อยากเข้าไปในสถานที่เหล่านี้เลยเพราะกลัวภาพหลุดไปโดนล้อเลียนในโซเชียล
โจ วี (Jo Vee) วัย 28 ปี จากวอชิงตัน ดี.ซี. ก็มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและโหยหาสภาพแวดล้อมที่สามารถทำตัวกลมกลืนแบบไม่มีใครรู้จัก
โจ มีมือถือติดกล้องมาตั้งแต่เด็กและจำไม่ได้แล้วว่าช่วงเวลาที่ไม่ได้คิดเรื่องการอัปสเตตัสลงโซเชียลมันเป็นอย่างไร เมื่อเพื่อนชวนไปปาร์ตี้แบบห้ามใช้มือถือ
โจจึงรีบคว้าโอกาสนั้นเพื่อไปสนุกให้เต็มที่ เป็นอิสระจากความกดดันของอัลกอริทึม
“ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการที่คุณแค่ไปปาร์ตี้เพื่อสนุก แต่ตื่นเช้ามากลับเจอวิดีโอตัวเองที่มียอดวิว 10 ล้านวิวโดยที่คุณไม่รู้เรื่องเลย แล้วคุณก็กลายเป็นภาพมีมตลกๆ บนเน็ตไปตลอดกาล” โจกล่าว
แม้หลายคนจะรู้ดีถึงข้อเสียของการติดมือถือ แต่การแก้นิสัยนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย งานที่รัดตัวบังคับให้เราต้องคอยเช็กอีเมลตลอดเวลา
แถมแอปพลิเคชันยังถูกออกแบบมาให้เราไถจอจนกลายเป็นการเสพติด ความสนใจของเราถูกดึงจากโลกแห่งความจริงไปสู่โลกดิจิทัลตลอดเวลา
แต่การได้พักจากหน้าจอแม้เพียงสั้นๆ ก็ส่งผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ
จากงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ คอสตาดิน คุชเลฟ (Kostadin Kushlev) จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ พบว่าการใช้โทรศัพท์ระหว่างเข้าสังคมทำให้เราสนุกกับการใช้เวลากับคนอื่นน้อยลง “มันไม่ใช่ว่าโทรศัพท์ทำให้เราไม่มีความสุข แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า เราน่าจะสนุกได้มากกว่านี้ถ้าไม่มัวเอาแต่เล่นมือถือ” คอสตาดินกล่าว
หรือถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ คนเราจะสนุกกับงานสังสรรค์มากขึ้นเมื่อเก็บโทรศัพท์ให้พ้นสายตา เพราะเราจะสามารถโฟกัสกับคนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
คอสตาดินยังระบุว่า แม้แต่การดีท็อกซ์หน้าจอแค่สองชั่วโมงก็สามารถช่วยลดภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไป (Overstimulation) และช่วยให้สมาธิดีขึ้นได้แล้ว
ที่บาร์ชื่อ Antagonist ในเมืองชาร์ลอตต์ นอร์ทแคโรไลนา ลูกค้าที่มาเดตมักจะได้พูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง และคนที่นั่งโต๊ะติดกันก็มักจะเริ่มผูกมิตรกัน นั่นก็เป็นเพราะที่บาร์มีกฎแบนการใช้โทรศัพท์ เมื่อเข้ามาในร้าน ลูกค้าจะต้องเอาโทรศัพท์ใส่ไว้ในซองล็อกกุญแจ หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์จริงๆ ก็ต้องเดินออกไปใช้ข้างนอก
ตั้งแต่ร้านเปิดเมื่อเดือนมีนาคม ไมเคิล ซัลซารูโล (Michael Salzarulo) เจ้าของร้าน
สังเกตเห็นว่าลูกค้าโหยหาการดีท็อกซ์หน้าจอในคืนวันศุกร์หลังจากเหน็ดเหนื่อย
จากการทำงานมาทั้งสัปดาห์ “ปกติวันเสาร์จะเป็นวันที่คนเยอะที่สุด
แต่กลายเป็นว่าคืนวันศุกร์คือคืนที่ร้านเรายุ่งที่สุดในสัปดาห์” ไมเคิลกล่าว
จริงๆ แล้วใครๆ ก็สามารถปิดมือถือทิ้งไว้ที่บ้านได้ แต่บาร์ของเขาช่วยสร้าง ‘ความรับผิดชอบร่วมกัน’ ในการมอบพื้นที่สำหรับการพูดคุยโดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน
ด้าน อเล็กซ์ เบกเกอร์ (Alex Becker) ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร PA Unplugged ก็เป็นอีกคนที่เบื่อหน่ายกับการทำงานที่วันๆ อยู่แต่กับหน้าจออีเมลและ Excel องค์กรของเธอริเริ่มโครงการรวบรวมปฏิทิน ‘กิจกรรมปลอดหน้าจอ’ ตามโรงเบียร์ สวนสาธารณะ และจัดกิจกรรมให้คนเก็บมือถือแล้วมาทำงานศิลปะหรือเล่นบอร์ดเกมด้วยกัน
แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะยังเป็นกลุ่มเฉพาะ แต่อเล็กซ์สัมผัสได้ว่า ‘คนรุ่นใหม่’ กำลังมองหาโอกาสในการเชื่อมโยงกันแบบไร้เทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้การเลิกใช้สมาร์ตโฟนอย่างเด็ดขาดอาจจะทำได้ยากในโลกยุคนี้ แต่การลองเก็บมันไว้ห่างตัวระหว่างไปเดตหรือตอนสังสรรค์กับเพื่อนก็อาจนับเป็นยาถือนพิษชั้นดีสำหรับสมองที่เหนื่อยล้าของเรา
สำหรับเราเองก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ได้ง่ายๆ เช่น ชวนเพื่อนๆ ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในตะกร้าหน้าประตูก่อนเข้างานปาร์ตี้ หรือเปลี่ยนมาใช้กล้องฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งแทนกล้องมือถือ
“ผู้คนเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว และพร้อมที่จะทวงคืนสมาธิ ทวงคืนเวลาของตัวเองกลับมา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงให้มากขึ้น” อเล็กซ์กล่าวทิ้งท้าย
ในไทยเองก็เคยมีกิจกรรมรูปแบบนี้กันมาบ้างแล้วเช่นกัน นั่นก็คือ ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย’ ที่เคยจัดขึ้นที่สวนเบญจกิติ สวนลุมพิธี และสถานที่อื่นๆ
ในบางจังหวัด ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้คนไปรวมตัวกันเพื่อนั่งเฉยๆ เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง เพื่อที่จะได้มีเวลาพักใจอยู่กับตัวเอง และได้ออกห่างจากโลกโซเชียลนั่นเอง
ที่มา : Vox