Gen Z หันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์แทนเหล้า หวังคลายกังวลเข้าสังคม

Gen Z หันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์แทนเหล้า หวังคลายกังวลเข้าสังคม

สื่ออังกฤษเผยคนหนุ่มสาวทั่วโลก โดยเฉพาะ Gen Z กำลังหันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ และสารทดลองแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรับมือความวิตกกังวลทางสังคม ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญ

SHORT CUT

  • คนรุ่นใหม่ (Gen Z) มีแนวโน้มใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ เช่น พรีกาบาลิน และโพรพราโนลอล แทนการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลในการเข้าสังคม
  • ยาเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ "สะอาด" และปลอดภัยกว่าการดื่มเหล้า เพราะไม่ทำให้เกิดอาการเมาค้าง และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากการโปรโมตผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาสุขภาพจิตและความวิตกกังวลทางสังคมที่สูงขึ้นในกลุ่ม Gen Z ซึ่งอาจรุนแรงขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ยาในทางที่ผิด เช่น การเสพติด การซื้อยาจากตลาดมืด และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สื่ออังกฤษเผยคนหนุ่มสาวทั่วโลก โดยเฉพาะ Gen Z กำลังหันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ และสารทดลองแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรับมือความวิตกกังวลทางสังคม ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญ

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า คนหนุ่มสาวทั่วโลก กำลังหันไปใช้ยาตามใบสั่งแพทย์และสารทดลองบางชนิดแทนการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลทางสังคม โดยยาบางชนิดอยู่ในรูปแบบเม็ด เช่น พรีกาบาลิน และโพรพราโนลอล ขณะที่บางชนิดเป็นสารที่ฉีดเข้าสู่ร่างกาย เช่น เปปไทด์ ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์

แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะวิตกกังวลทางสังคมที่ดูเหมือนจะส่งผลต่อกลุ่มคนรุ่น Gen Z อย่างรุนแรง โดยผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วพบว่า ราว 28% ของคนอังกฤษอายุช่วงต้น 20 ปีมีความวิตกกังวลในระดับสูง และปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงพบในคน Gen Z มากกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียล เมื่ออยู่ในช่วงอายุเดียวกัน

แนวโน้มนี้สร้างความกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์ และนำมาสู่การตั้งคำถามว่า เหตุใดคนหนุ่มสาวบางส่วนจึงรู้สึกว่าตัวเองสามารถเข้าสังคมได้ก็ต่อเมื่อมีสารเคมีเข้ามาช่วย

Gen Z หันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์แทนเหล้า หวังคลายกังวลเข้าสังคม

จาก 'คนรุ่นเลิกดื่ม' สู่ตลาดสารทดแทน

ความพยายามในการมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพกว่าการดื่ม กำลังสร้างตลาดใหม่สำหรับสารต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็นตัวช่วยเข้าสังคมโดยไม่ต้องเผชิญอาการเมาค้างในวันถัดไป เลียม โนวส์ นักวิจัยด้านการเสพติดจากมหาวิทยาลัยทีส์ไซด์ กล่าวว่า ผู้ใช้จำนวนหนึ่งมองว่าสารเหล่านี้เป็นทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัยกว่าเพราะไม่ทำให้รู้สึกแย่ในวันรุ่งขึ้น และเป็นยา จึงทำให้เข้าใจว่าปลอดภัยกว่าแอลกอฮอล์

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีคนหนุ่มสาวจำนวนเท่าใดที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์หรือเปปไทด์ที่ไม่ได้รับการควบคุมเพื่อเข้าสังคม เนื่องจากหลายคนหาซื้อยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ โดย ‘โนวส์’ เองเชื่อว่าอาจมีผู้ใช้จำนวนมากที่กำลังเข้าสู่ภาวะเสพติด

ปัจจุบัน แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับยาชนิดต่าง ๆ ได้นำมาซึ่งวิดีโอนับพันรายการบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บางโพสต์แนะนำให้ผู้ใช้ผสมยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกกันทางออนไลน์ว่า ‘Stacking’

ความสนใจในสารเหล่านี้เพิ่มขึ้นพร้อมกับการที่คนหนุ่มสาวหันหลังให้แอลกอฮอล์มากขึ้น จนทำให้ Gen Z ถูกเรียกว่า 'คนรุ่นเลิกดื่ม' ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มเดียวกันซึ่งเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาแบบ Stacking ก็มักแนะนำให้หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ด้วย

ผลสำรวจขององค์กร Drinkaware เมื่อปีที่แล้วพบว่า 26% ของชาวอังกฤษอายุ 18 ปี-24 ปีไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 7% ในปี 2012

Gen Z หันใช้ยาตามใบสั่งแพทย์แทนเหล้า หวังคลายกังวลเข้าสังคม

 

ศาสตราจารย์เอมิลี โจนส์ (Emily Jones) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน เชื่อว่า การระบาดของโควิด-19 อาจมีส่วนทำให้ความวิตกกังวลทางสังคมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว เพราะช่วงล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงการพบปะทางสังคมเป็นเวลานาน
การใช้พรีกาบาลินเพิ่มขึ้นทั่วโลก

สำหรับคนหนุ่มสาวที่ต้องการทดลองใช้สารต่าง ๆ ยาพรีกาบาลิน กลายเป็นหนึ่งในยาที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ประเมินว่า การบริโภคพรีกาบาลินทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า ระหว่างปี 2008-2018

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาชนิดนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษระบุว่า พรีกาบาลินถูกระบุในใบมรณบัตรของผู้เสียชีวิตจากพิษของยาในอังกฤษและเวลส์ 2,360 คนระหว่างปี 2020-2024 เทียบกับ 768 คนในช่วงปี 2015-2019

อังกฤษจัดให้ยาพรีกาบาลินเป็น ยาเสพติดควบคุมประเภท C ตั้งแต่ปี 2019 โดยผู้ที่ซื้อยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะมีผู้ถูกจำคุกไม่มากนัก ขณะที่ยายังคงถูกใช้รักษาโรคลมชัก อาการปวดจากเส้นประสาท และความวิตกกังวลอย่างแพร่หลาย

ด้านนักวิจัยในจอร์แดน ยูเครน และอินเดีย ต่างรายงานว่าพบการใช้ยาพรีกาบาลินในทางที่ผิดเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณสูงกว่าที่แพทย์สั่ง เนื่องจากฤทธิ์ยาอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข คล้ายกับความรู้สึกขณะมึนเมาและมีราคาถูกกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผู้เชี่ยวชาญเสียงแตกเรื่องความอันตราย

แอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งอย่างน้อย 7 ชนิด และองค์การอนามัยโลก (WHO) เคยเตือนว่าการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณใด ๆ ก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ศาสตราจารย์เดวิด นัตต์ (David Nut) นักประสาทจิตเภสัชวิทยาแห่งวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) ซึ่งสนับสนุนการผ่อนคลายกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดมาอย่างยาวนาน มองว่า ยาที่ผู้ใช้บางรายนำมาใช้เข้าสังคมอาจมีอันตรายน้อยกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก แม้ว่ายาเหล่านี้จะมีความเสี่ยงของตัวเองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม  ศาสตราจารย์โจนส์เตือนว่า การเปรียบเทียบเพียงอันตรายทางร่างกายระหว่างยากับแอลกอฮอล์อาจทำให้มองข้ามปัญหาที่สำคัญกว่า นั่นคือ การที่ผู้คนเริ่มเชื่อว่าตัวเองไม่สามารถเข้าสังคมได้หากไม่มีสารเคมีช่วย

นอกจากนี้ยังระบุว่า การใช้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกวิตกกังวลอาจยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าสถานการณ์ทางสังคมทั่วไปเป็นสิ่งน่ากลัว จากการเริ่มใช้ยาเพียงเม็ดเดียวก่อนออกไปงานสังสรรค์ อาจขยายไปสู่การใช้ก่อนออกเดต การประชุมงาน และกิจวัตรประจำวัน จนท้ายที่สุดผู้ใช้สูญเสียความมั่นใจว่าตัวเองสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

ยาจากตลาดมืด

ขณะที่จีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ เร่งเพิ่มมาตรการควบคุมยาและสารเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่า การจำกัดการเข้าถึงมากขึ้นอาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่มีกีตา ลาปิน นักระบาดวิทยาและหัวหน้าองค์กรลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดในยูเครนที่มีชื่อว่า ‘มายด์ เกมส์’ กล่าวว่า การสั่งห้ามสารบางชนิดไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะหยุดใช้แต่อาจผลักให้ผู้ใช้หันไปพึ่งตลาดมืดและซื้อยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือคุณภาพ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ยาเกินขนาดได้

ที่มา: BBC


 

related