
SHORT CUT
ราคาการ์ดจอ NVIDIA RTX 50 Series พุ่งทะยานทั่วโลก นำโดย RTX 5090 ที่พุ่งกระฉูดถึง 370% ขณะที่รุ่นอื่นแพงขึ้น 40-120% เผยสาเหตุวิกฤตเกิดอะไรขึ้น ทำไมการ์ดจอราคาพุ่ง
รายงานล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 ระบุว่าสถานการณ์ราคาการ์ดจอ NVIDIA RTX 50 Series กำลังอยู่ใน 'สภาวะวิกฤต'
โดยเฉพาะรุ่นเรือธงอย่าง GeForce RTX 5090 ที่ราคาพุ่งทะลุเพดานถึง 370% เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา และเฉลี่ย 262% ทั่วโลก ปัจจุบันราคาพุ่งไปสูงกว่า 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ (315,000 บาท) ทำให้แทบจะหลุดจากการเป็นตัวเลือกสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
ขณะที่รุ่นรองลงมาอย่าง RTX 5080 ที่หลายคนหวังจะใช้เป็นตัวตายตัวแทน กลับมีราคาขายปลีกพุ่งไปแตะ 2,200 ดอลลาร์ หรือราว 77,000 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับเงินเดือนเด็กจบใหม่ถึง 3-4 เดือนรวมกัน
ความโหดร้ายไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มไฮเอนด์ การ์ดจอระดับกลางอย่าง RTX 5060 Ti 16GB ที่ควรจะเป็นขวัญใจคนงบน้อย กลับโดนผลกระทบจากราคา VRAM ปั่นราคาขึ้นไปทะลุ 800 ดอลลาร์ หรือราว 28,000 บาท
ส่วนน้องเล็กสุดในตารางอย่าง RTX 5050 ที่ประสิทธิภาพมักถูกตั้งคำถาม ก็ยังถูกดันราคาขึ้นไปถึง 420 ดอลลาร์ หรือเกือบ 14,700 บาท ทำให้การจัดสเปคคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมในยุคนี้ กลายเป็นงานอดิเรกของกลุ่มคนที่มีฐานะทางการเงินเท่านั้น
วิกฤตชิ้นส่วนขาดแคลน ต้นทุนหน่วยความจำและแผงวงจรปรับตัวสูงขึ้นแบบรายวัน ผนวกกับความต้องการฮาร์ดแวร์ระดับมหาศาลจากฝั่งอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตไม่หยุด
จนถึงขั้นที่ผู้บริหารระดับท็อปอย่าง Sam Altman ยังแสดงความสนใจในทรัพยากรหน่วยความจำที่จำกัด ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องแย่งชิงชิ้นส่วนกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
เมื่อมีรายงานว่า RTX 5090 มีปริมาณสินค้าน้อยมากจนแทบจะเรียกได้ว่าถูกถอดออกจากตลาดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ภาระความต้องการทั้งหมดจึงกระจุกตัวที่ RTX 5080 ส่งผลให้สต็อกสินค้าตามร้านค้าปลีกหมดเกลี้ยง เปิดช่องให้เกิดการปั่นราคาขึ้นไปอย่างรุนแรง และกระทบไปยังการ์ดจอรุ่นรองลงมาทั้งแผง
ท้ายที่สุดคือ ทฤษฎีการปูทางเพื่อเซ็ตมาตรฐานราคาใหม่ นักวิเคราะห์ตลาดและแหล่งข่าวในวงการค้าปลีกตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้ราคา RTX 5080 พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน อาจเป็นความจงใจเพื่อรีเซ็ตเพดานราคาตลาด เตรียมรับมือกับการมาถึงของ RTX 5080 รุ่น 24GB ที่ลือกันว่าจะเปิดตัวในไตรมาสแรกของปี 2027
กลยุทธ์นี้จะทำให้ราคาเปิดตัวของรุ่นใหม่ที่ราคาสูง ดู 'สมเหตุสมผล' และยอมรับได้มากขึ้นในสายตาผู้บริโภค เมื่อเทียบกับราคาที่พุ่งสูงในช่วงปลายปี 2026