
SHORT CUT
วิกฤตแฮก Binance แพลตฟอร์มคริปโทระดับโลก เสียหาย 2.12 แสนล้านบาท FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ล่าสุด Binance จัดหาสินทรัพย์มาทดแทนและกู้คืนสินทรัพย์ที่สูญหายได้แล้ว 90%
วงการคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญความช็อกครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ "Binance" แพลตฟอร์มคริปโทรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก่อตั้งปี 2017 มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.12 แสนล้านบาท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการแฮกที่มีความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของ Bybit ในปี 2025 ที่สูญเสียไป 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐลงอย่างสิ้นเชิง
ความรุนแรงของเหตุการณ์ส่งผลให้ราคาคริปโทหลักปรับตัวลดลง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุน เหตุการณ์นี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ Binance ว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร
หลังเกิดเหตุ FBI พร้อมบริษัทวิเคราะห์ไซเบอร์เร่งสืบสวน โดย FBI แถลงยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า กลุ่มแฮกเกอร์ระดับเอลีทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในชื่อกลุ่ม "TraderTraitor" (หรือ Lazarus Group) คือผู้อยู่เบื้องหลัง เจ้าหน้าที่พบว่าแฮกเกอร์เร่งฟอกเงินด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นสกุลเงินดิจิทัล Ethereum ก่อนกระจายเงินผ่านเทคโนโลยีอำพรางธุรกรรม แม้เกาหลีเหนือจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องก็ตาม
ด้าน ริชาร์ด เต็ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance เปิดเผยว่า การโจมตีทำโดยกลุ่มคนมากกว่าหนึ่งคนด้วยเทคนิคซับซ้อน จุดเริ่มต้นเกิดจากแล็ปท็อปวิศวกรถูกฝังมัลแวร์ ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงคำสั่งอนุมัติถอนเงิน ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้ซอฟต์แวร์ที่มีกลไก "ทำลายตัวเอง" เพื่อลบร่องรอย อย่างไรก็ตาม Binance ร่วมมือกับ Secret Service อายัดสินทรัพย์คืนมาได้แล้วบางส่วนราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อปกป้องผู้ใช้งาน Binance ประกาศรับผิดชอบความเสียหายทางการเงินทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยลูกค้าไม่ต้องแบกรับความสูญเสีย บริษัทจัดสรรงบประมาณสำรองรวมกว่า 6,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้รับประกันและชดเชยสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานทั้งหมด 100%
ปัจจุบัน Binance จัดหาสินทรัพย์มาทดแทนและกู้คืนสินทรัพย์ที่สูญหายได้แล้ว 90% ด้วยการเข้าซื้อโทเคนชุดใหม่กลับคืนจากตลาด แหล่งเงินทุนหลักมาจากกองทุนสำรองฉุกเฉิน SAFU มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,720 ล้านบาท) ซึ่งเป็นทุนสำรอง Bitcoin คุ้มครองลูกค้า ผสมผสานกับเงินกองทุนประกันภัย Futures Insurance Fund และเงินทุนสำรองบริษัท ส่วนสินทรัพย์ที่เหลืออีก 10% บริษัทระบุว่าจะเร่งจัดซื้อชดเชยให้ครบถ้วน 100%
สำหรับการดำเนินงาน Binance ได้จัดทำภาพรวมสินทรัพย์บนแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ ณ เวลา 00:00 น. GMT ของวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อประกอบกระบวนการพิสูจน์เงินสำรอง (Proof of Reserves) ยืนยันความโปร่งใสแก่ลูกค้าระดับโลก
โดยสกุลเงินดิจิทัลหลัก 10 รายการ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Tether (USDT), BNB, Solana (SOL), USDC, XRP, USD1, RLUSD และ ZEC ได้รับการค้ำประกันสินทรัพย์เต็มจำนวนในอัตราส่วนอย่างน้อย 1 ต่อ 1 (1:1) นอกจากนี้ Binance ยืนยันเตรียมเปิดระบบถอนเงิน (Withdrawals) ให้ผู้ใช้งานทั่วโลกอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้
วิกฤตแฮก 6.3 พันล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ถึงอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล ชี้ให้เห็นว่าแม้แพลตฟอร์มจะมีระบบความปลอดภัยหนาแน่นเพียงใด แต่จุดอ่อนเพียงจุดเดียวจากอุปกรณ์บุคลากรก็สร้างความเสียหายมหาศาลได้
อย่างไรก็ตาม การที่ Binance รับภาระความเสียหายทั้งหมดและดึงกองทุน SAFU มาชดเชยได้ทันท่วงที ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภค แสดงให้เห็นว่ากองทุนสำรองทางการเงินคือปราการสำคัญในการปกป้องนักลงทุน และสะท้อนความจำเป็นในการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงสุด
ที่มา : bbc
ข่าวที่เกี่ยวข้อง