จากอาม่านักสู้ : สู่การรณรงค์เลิกเหยียดเชื้อชาติเอเชีย

19 มี.ค. 2564 เวลา 5:32 น. 20

แฮชแท็ก #StopAsianHate หรือ "หยุดเกลียดคนเอเชีย" ซึ่งทั่วทุกมุมโลกไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมีเรื่องราวการทำร้ายและเหยียดเชื้อชาติคนเอเชีย เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่คนเอเชียตกเป็นเหยื่อการถูกทำร้าย แต่คราวนี้ อาม่าผู้เคราะห์ร้ายวัย 76 ปี ไม่ยอมตกเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่าย แต่เธอคว้าไม้ฟาดกลับจนคนร้ายต้องถูกส่งร.พ.

อาม่านักสู้ : ต่อยมาฟาดกลับ

สื่อท้องถิ่นในซานฟรานซิสโก้ รายงานเหตุอันเป็นไวรัลและถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ โดยระบุว่าได้เกิดเหตุมีหญิงสูงอายุชาวเอเชียถูกทำร้ายร่างกายที่มาร์เก็ต สตรีทในซานฟรานซิสโก สหรัฐ โดยแรกเริ่มเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะอาม่ากำลังยืนรอสัญญาณไฟจะข้ามถนน แต่จู่ๆชายผิวขาวอายุประมาณ 30 ปี ก็เดินเข้ามาชกหน้าแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จากนั้นอาม่าซึ่งอยู่ในอาการตกใจมากจึงคว้าไม้ที่อยู่แถวนั้น ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว และฟาดกลับไปอย่างไม่ยั้งเช่นกัน จนกระทั่งคนร้ายบาดเจ็บไปเหมือนกันจนต้องถูกส่ง ร.พ. ทั้งผู้บาดเจ็บและคนร้าย 


    ทั้งนี้ มีคนถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ได้ ตอนตำรวจมาถึงแล้ว โดยอาม่าดูมีอาการขวัญเสียมาก และเธอก็บอกกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้นซ้ำ ๆ ว่า "เขาตีฉัน! เขาตีฉันทำไม!" เป็นภาษาจีน 


    ภายหลังมีการเปิดเผยว่า อาม่าชื่อ เสี่ยว เจิ้น เซี่ย อายุ 76 ปี โดยเธออยู่ที่ซานฟรานซิสโก มากว่า 26 ปีแล้ว โดยอาศัยอยู่กับหลานแต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีเหตุร้ายแบบนี้เกิดขึ้น โดยปัจจุบันครอบครัวของอาม่าได้เปิดเปิดบัญชี GoFundMe เพื่อรวบรวมค่ารักษาพยาบาลด้วย

grandpaasia

murderman

ความรุนแรงเพิ่มทวีในยุคโควิด-19

แม้ ตำรวจไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจเหตุครั้งนี้ และไม่ชัดเจนว่าเชื้อชาติของเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาม่าวัย 76ปี เป็นสิ่งที่สะท้อนและตอกย้ำว่า เรื่องราวการเหยียดเชื้อชาติ (racist) ยังมีอยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้  และซานฟรานซิสโก รวมถึงพื้นที่อื่นๆในสหรัฐ ดูจะไม่ปลอดภัยกับคนชาวเอเชียเหมือนภาพจำในอดีต เพราะในวันเดียวกันก็มีเหยื่อรายที่สองเป็นชายชาวเอเชียวัย 83 ปีด้วย ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐเพิ่งพูดต่อสาธารณชนและเน้นย้ำชัดเจนว่าประเด็นการเหยียดเชื้อชาติเอเชียต้องหมดไป


    โดยก่อนหน้านี้ องค์กรยุติความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิกหรือ STOP AAPI Hate ได้ระบุว่าคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าของการถูกคุกคามหรือทำร้ายเนื่องจากความเกลียดชังด้านเชื้อชาติหรือสีผิว เกือบๆ 4,000 ครั้ง ภายในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปี นับตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งถือว่าตัวเลขได้พุ่งสูงกว่า 150 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนที่จะมีโรคโควิด-19 ระบาด

คนเอเชียถูกมองเป็นพาหะโรค

นักวิเคราะห์มองว่า การที่คนเอเชียตกเป็นเป้าการถูกทำร้าย เพราะคนอเมริกันเชื่อว่าคนเอเชียเป็น "พาหะ" นำเชื้อโรคโควิด-19 ไปแพร่สู่สหรัฐและทำให้สภาพความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นเปลี่ยนไปจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ 


    อีกทั้งในยุคที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีอยู่  เขามักใช้คำเรียกโควิด-19 ในช่วงแรกๆ ว่า "ไวรัสจีน" , "ไวรัสอู่ฮั่น" หรือ "กังฟลู" (kung flu) ซึ่งหากจะตีความเป็นการเหยียดเชื้อชาติต่อชนชาวเอเชียก็เป็นได้ 

เคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันต่อเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นสีผิวใดๆ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญผ่านการรณรงค์จากทุกช่องทาง ทั้งสื่อ,ด้านอีเวนท์กิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประท้วงทั่วโลก โดยในช่วงก่อนหน้านี้ มีการรณรงค์ผ่านแฮชแท็ก #AsiansAreHuman ซึ่งหมายถึง "คนเอเชียก็คือคน" ซึ่งถึงแม้แคมเปญนี้จะยังไปไม่ถึงจุดที่ แฮชแท็ก #Black Lives Matter เคยไปถึงและเป็นที่รับรู้ของคนทั้งโลก  


    ...แต่อย่างน้อยแฮชแท็ก  #AsiansAreHuman  และ แฮชแท็ก  #StopAsianHate ที่กำลังเป็นที่พูดถึงร้อนแรงนี้ ก็สะท้อนถึงชีวิตการเป็นพลเมืองชั้น 2 ของคนเอเชีย และต้องการแค่เป็น "กระบอกเสียง" ไปยังประชาคมโลกเพื่อส่งสาส์นว่าสิทธิในการเป็นมนุษย์ของทุกคนเท่ากัน และทุกคนต้องเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน. 
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

• การประท้วงในอเมริกา จากปัญหาการเหยียดผิว จะลงเอยอย่างไร ?

อนามัยโลกระบุ ติดโควิดลดลงกว่า 17% ทั่วโลก

"ไม่มีทางลัดสำหรับโควิด"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด