
เสียหายหนักขึ้น! วิกฤตไฟป่าอินโดนีเซียกำลังทำให้ภาพวาดบนฝาผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในโลกหายไป อารยธรรมบรรพบุรุษอาจหายไปตลอดกาลเพราะโลกร้อน
จินตนาการถึงภาพที่มนุษย์โบราณตั้งใจจรดปลายแปรงและเป่าสีลงบนผนังถ้ำเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ภาพเหล่านั้นรอดพ้นผ่านกาลเวลา สายลม และความชื้นมาได้ยาวนานนับแสนวัน
แต่ในวันนี้ มรดกทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกำลังเผชิญกับศัตรูที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ ‘ไฟป่า’
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า วิกฤตไฟป่าและไฟไหม้ป่าพรุครั้งร้ายแรงบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน ถูกกระตุ้นโดยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งกำลังลุกลามเข้าใกล้บริเวณถ้ำหินปูนในพื้นที่มารอส-พังเคป (Maros-Pamgkep) ซึ่งเป็นที่ตั้งของภาพเขียนฝาผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์
ความร้อนที่สูงขึ้น ควันพิษ และเขม่าควันกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผนังถ้ำ เกิดการกะเทาะและหลุดร่อนของชั้นหิน และอาจบดบังภาพวาดอันทรงคุณค่าด้วยคราบเขม่าดำจนเสียหายอย่างที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้
ภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำในภูมิภาคสุลาเวสี ถูกค้นพบและสำรวจโดยนักโบราณคดีตั้งแต่ช่วงปี 1950 ในยุคแรก เชื่อกันว่า ภาพวาดนี้มีอายุไม่กี่พันปีเท่านั้น จนกระทั่งเทคโนโลยีการคำนวณอายุจากแร่แคลไซต์ พัฒนาขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้โลกต้องตะลึงเมื่อพบว่า ภาพวาดเหล่านี้มีอายุนับหมื่นปี
เดิมทีเชื่อกันว่า จุดเริ่มต้นของศิลปะและสัญลักษณ์ความคิดของมนุษย์ (Symbolic thought) เกิดขึ้นในยุโรปเป็นแห่งแรก (เช่น ถ้ำลัสโก ในฝรั่งเศส หรือถ้ำอัลตามิรา ในสเปน) แต่การค้นพบในสุลาเวสีช่วยพิสูจน์ว่า มนุษย์ในฝั่งเอเชียก็สร้างสรรค์ศิลปะในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน หรืออาจจะเก่าแก่กว่าด้วยซ้ำ
ภาพวาดในถ้ำบนสุลาเวสีไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพวาดฝ่ามือหรือรูปสัตว์เดี่ยว ๆ แต่ยังมีภาพมนุษย์ลูกครึ่งสัตว์กำลังรวมกลุ่มกันล่าสัตว์ ซึ่งนับเป็น ภาพเล่าเรื่องราวที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยค้นพบมา
อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับภาพเขียนโบราณในอินโดนีเซีย เป็นสะพานเชื่อมให้เห็นภาพชัดเจนว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งให้ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ไฟป่า และคลื่นความร้อน มีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้น จนบุกรุกเข้าไปทำลายแม้กระทั่งความทรงจำและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์
หากสภาพอากาศโลกยังคงแปรปรวนและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ ภัยธรรมชาติจะไม่เพียงแต่คุกคามชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบัน แต่ยังกำลังลบเลือนหลักฐานการมีอยู่และเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษเราให้หายไปอย่างประเมินค่าไม่ได้อีกด้วย
ที่มาข้อมูล