
SHORT CUT
นักวิทยาศาสตร์เตือนหากอุณหภูมิโลกสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศา แม้เพียงชั่วคราว อาจสร้างความเสียหายถาวรต่อระบบน้ำแข็งและหิมะทั่วโลก ทั้งแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา รวมถึงธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งคงตัว
รายงานเรื่อง Overshoot and the Cryosphere: Averting Global Meltdown ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า พื้นที่น้ำแข็งและหิมะทั่วโลก กำลังเผชิญกับการละลายในระดับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ครอบคลุมทั้งแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ธารน้ำแข็งในเทือกเขาร็อกกี เทือกเขาแอลป์ ไอซ์แลนด์ สแกนดิเนเวีย และภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ตลอดจนชั้นดินเยือกแข็งคงตัว และน้ำแข็งทะเล จึงจำเป็นต้องลดระดับภาวะโลกร้อนให้กลับลงมาต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียส หลังจากอุณหภูมิโลกสูงเกินเป้าหมายในช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มองว่าอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานฉบับนี้ที่จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์ 80 คน ภายใต้ความร่วมมือของ International Cryosphere Climate Initiative (ICCI) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า การสูญเสียหิมะและน้ำแข็งอย่างถาวรและเป็นวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อที่ว่าการปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มขึ้นไปถึง 2 หรือ 3 องศาเซลเซียส ยังสามารถจัดการได้ หรืออาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด
ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และความล้มเหลวในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปกป้องธรรมชาติ ทำให้นักวิทยาศาสตร์มองว่าการที่อุณหภูมิโลกสูงเกินเป้าหมายไปบ้างนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้จำกัดช่วงเวลาที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสให้สั้นที่สุด พร้อมกำจัดคาร์บอนที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ เพื่อลดอุณหภูมิโลกในระยะยาวให้กลับลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียสภายในปี 2150 หากเป็นไปได้ เนื่องจากความเสียหายต่อ 'ไครโอสเฟียร์' หรือส่วนประกอบของโลกที่มีน้ำอยู่ในสถานะของแข็ง ทั้งน้ำแข็งและหิมะ อาจคงอยู่ต่อไปแม้อุณหภูมิจะลดลงแล้วก็ตาม
รายงานยังเตือนว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 3 องศาเซลเซียสตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน จะทำให้ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวบริเวณใกล้พื้นผิวละลายเกือบทั้งหมด เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรอย่างรุนแรง และอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รวมถึงทำให้ความเป็นกรดของมหาสมุทรเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ขณะที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า น้ำแข็งทะเลใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
รายงานระบุว่า ความเสียหายจำนวนมากอาจคงอยู่ถาวรแม้ว่าอุณหภูมิโลกจะลดลงกลับมาอยู่ที่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสก็ตาม ตัวอย่างเช่น การละลายของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคุกคามความมั่นคงทางน้ำ
นอกจากนี้แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ปกคลุมกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ซึ่งปัจจุบันกำลังละลายเร็วกว่าในช่วงทศวรรษ 1990 ถึงประมาณ 6 เท่า จะยังคงสูญเสียมวลน้ำแข็งต่อไป แม้ในกรณีที่อุณหภูมิโลกสูงเกินเป้าหมายเพียงชั่วคราวแล้วค่อยลดกลับมาอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียสก็ตาม และการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคุกคามประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
โดยขีดจำกัดอุณหภูมิที่ปลอดภัยในระยะยาวสำหรับแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกนั้น อยู่ที่ระดับอุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.0 องศาเซลเซียสหรืออาจต่ำกว่านั้น
ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งในพื้นที่อื่น ๆ ก็เผชิญความเสี่ยงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยรายงานพบว่า หากยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นประมาณ 2.8 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้มวลน้ำแข็งในธารน้ำแข็งบริเวณเทือกเขาร็อกกี เทือกเขาแอลป์ ไอซ์แลนด์ และสแกนดิเนเวีย ลดลงเหลือไม่ถึง 10% แต่หากสามารถจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ มวลน้ำแข็งดังกล่าวจะยังคงเหลืออยู่ประมาณ 20-35%
สำหรับภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งธารน้ำแข็งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของโลก คาดว่าจะเหลือมวลธารน้ำแข็งเพียง 41% ภายใต้การดำเนินนโยบายในปัจจุบัน แต่หากจำกัดภาวะโลกร้อนที่ 1.5 องศาได้ก็จะสามารถรักษามวลน้ำแข็งไว้ได้ถึง 83%
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า แม้จะสามารถลดระดับภาวะโลกร้อนในระยะยาวให้ลงมาอยู่ที่ 0.8 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งที่ยังคงตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นก็จะเหลือปริมาตรเพียงประมาณ 70% ของที่มีอยู่ในปัจจุบันภายในช่วงเวลาหลายศตวรรษข้างหน้า
'เจมส์ เคิร์กแฮม' นักธารน้ำแข็งวิทยาจาก ICCI และหัวหน้าคณะผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า 'ไครโอสเฟียร์' หรือส่วนประกอบของโลกที่เป็นน้ำแข็งนั้นถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เปราะบางที่สุดของระบบภูมิอากาศ และผลกระทบจากการสูญเสียส่วนประกอบดังกล่าวจะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก
เคิร์กแฮมกล่าวว่า ในปีนี้ โลกได้เห็นหนึ่งในเหตุการณ์ธารน้ำแข็งและมวลหินถล่มครั้งใหญ่และร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ บริเวณชายแดนเนปาล-จีน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากับ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเนปาลในเหตุการณ์เดียว พร้อมเสริมว่า สวิตเซอร์แลนด์สูญเสียมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งไป 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าธารน้ำแข็งหลายพันแห่งทั่วโลกจะหายไปในแต่ละปีตลอดทศวรรษหน้า
รายงานฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงที่ผู้นำและนักการทูตทั่วโลกกำลังรวมตัวกันในการประชุม COP ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำปีครั้งที่ 31 ในตุรกี โดยบันทึกถึงการละลายของไครโอสเฟียร์และการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรขั้วโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบครอบคลุมตั้งแต่การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและคุกคามผู้คนหลายร้อยล้านคน ไปจนถึงการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ซึ่งปลดปล่อยก๊าซที่ทำให้โลกร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าเดิม
เคิร์กแฮม เสริมว่า แม้หิมะและน้ำแข็งจะตอบสนองต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงเศษเสี้ยวองศาอย่างรวดเร็วแต่การฟื้นตัวของระบบเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาหลายร้อยถึงหลายพันปี โดยเฉพาะหากเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถย้อนกลับได้
ด้านบิลล์ แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและซีอีโอของ Climate Analytics สถาบันวิจัยด้านนโยบายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งที่เร็วขึ้นถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน การหายไปอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งทะเลและธารน้ำแข็งบนภูเขา ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกที่มีความเป็นกรดมากขึ้น ล้วนเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ภายในช่วงชีวิตของมนุษย์ และกำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกจนเกินขีดความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์
ทั้งนี้ รายงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2030 และ 45% ภายในปี 2035 เพื่อให้มีโอกาสสูงที่จะควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.7 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม พร้อมระบุว่า การปล่อยให้อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด
ที่มา : Guardian