
SHORT CUT
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ พามาส่อง และอัปเดตโอกาส ‘ธุรกิจหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ ในไทย น่าลงทุนแค่ไหน? รับยุคน้ำมันแพง พลังงานสะอาดมาแรง
ตลาดหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังจำนวนรถ EV เติบโตเร็วกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ สะท้อนให้เห็นทั้ง ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และ ‘แรงกดดัน’ ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ท่ามกลางต้นทุนน้ำมันที่ยังผันผวนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักสำคัญให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ เผยข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2569 พบว่า ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV อยู่ในระบบแล้ว 434,968 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV มีจำนวน 85,443 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีรถที่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟรวมกันมากกว่า 520,000 คัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดว่า EV ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างจริงจัง และทำให้ ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ’ กลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในระยะถัดไป
แม้จำนวนหัวชาร์จสาธารณะทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอยู่ที่ประมาณ 14,000 หัว แต่เมื่อเทียบกับจำนวนรถที่ใช้งานจริง จะพบว่าหัวชาร์จ 1 หัว ต้องรองรับรถเฉลี่ยถึง 37 คัน สะท้อนว่าการเติบโตของรถ EV ยังคงวิ่งเร็วกว่าการขยายตัวของสถานีชาร์จอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองหรือช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้ใช้งานจำนวนมากยังต้องเผชิญปัญหารอคิว หัวชาร์จไม่พร้อมใช้งาน หรือสถานีกระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานจริงต่ำกว่าตัวเลขที่เห็นบนกระดาษ และกลายเป็น ‘ช่องว่างทางธุรกิจ’ ที่ยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ตลาดหัวชาร์จ EV จะเริ่มมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่ถึงขั้นอิ่มตัว ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับ SME หรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในทำเลที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้ได้รับความสนใจคือการลงทุนเริ่มต้นที่ไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งระบบ แต่คือ ‘การเลือกทำเล’ และการประเมินดีมานด์ใช้งานจริง เพราะหากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ใช้ EV ไม่มากพอ ธุรกิจอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้อย่างคุ้มทุน ขณะที่พื้นที่ที่มี Traffic สูง เช่น Community Mall อาคารสำนักงาน ปั๊มน้ำมัน หรือเส้นทางหลักระหว่างจังหวัด กลับมีโอกาสสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วกว่าอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนอย่างรอบคอบ คือการเลือกประเภทหัวชาร์จให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งาน เนื่องจากหัวชาร์จแบบ AC และ DC มีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน หัวชาร์จแบบ AC ซึ่งมีต้นทุนติดตั้งต่ำกว่า เหมาะกับสถานที่ที่ลูกค้าใช้เวลาพักนาน เช่น ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ขณะที่หัวชาร์จแบบ DC แม้ต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า แต่ตอบโจทย์พื้นที่ที่ต้องการการหมุนเวียนรถเร็ว เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือเส้นทางเดินทางระหว่างจังหวัด การเลือกประเภทหัวชาร์จจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่หมายถึงการกำหนดโมเดลรายได้ของธุรกิจตั้งแต่ต้นทาง
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองว่า ‘หัวชาร์จ’ ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้จากค่าไฟอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือดึงผู้คนเข้าสู่พื้นที่ธุรกิจ เพราะในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องจอดรอชาร์จประมาณ 20–40 นาที คือโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือบริการเสริมต่าง ๆ แนวคิดนี้จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจแบบ Ecosystem ที่ช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่สามารถพึ่งพารายได้จากค่าชาร์จเพียงอย่างเดียวในช่วงเริ่มต้นได้
มองไปข้างหน้า การแข่งขันในตลาดหัวชาร์จ EV จะไม่ได้วัดกันแค่จำนวนหัวชาร์จที่มีอยู่ แต่จะวัดกันที่ ‘ประสบการณ์ผู้ใช้งาน’ ทั้งความพร้อมใช้งาน ความสะดวกในการชำระเงิน ความเสถียรของระบบ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ง่าย สะดวก และเชื่อถือได้ จะมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าและเติบโตในระยะยาวได้มากกว่าผู้ที่เน้นขยายจำนวนสถานีเพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ดีมานด์ใหม่ด้านโครงสร้างพื้นฐานกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาด และนั่นทำให้ธุรกิจหัวชาร์จ EV กลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของยุคพลังงานใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว โอกาสนี้จะเปลี่ยนเป็นกำไรได้มากน้อยเพียงใด อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตลาด EV โตเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปอยู่ในจุดที่ ‘ความต้องการใช้งานจริง’ กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่