svasdssvasds

จาก ปรากฏการณ์แห่ติดแก๊ส สู่เทรนด์รถ EV หลุมหลบภัย 'พิษราคาน้ำมันแพง'

จาก ปรากฏการณ์แห่ติดแก๊ส สู่เทรนด์รถ EV หลุมหลบภัย 'พิษราคาน้ำมันแพง'

เจาะลึก วิกฤตน้ำมันแพง: จากปรากฏการณ์รถยนต์แห่ติดแก๊ส เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สู่เทรนด์รถ EV ปัจจุบัน ที่ยังมีปัญหาอยู่

SHORT CUT

  • วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันแพงทั้งในอดีต (พ.ศ. 2547-2549) และปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ได้ผลักดันให้ประชาชนต้องหาทางเลือกพลังงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • ในอดีตทางออกคือการแห่นำรถยนต์ไป "ติดแก๊ส" LPG/NGV แต่ปัจจุบันเทรนด์ได้เปลี่ยนมาสู่การใช้ "รถยนต์ไฟฟ้า (EV)" ซึ่งกลายเป็นหลุมหลบภัยใหม่จากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง
  • แม้ EV จะเป็นทางรอดที่ได้รับความนิยม แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จที่ไม่ครอบคลุม ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนยังต้องดิ้นรนหาทางออกด้วยตนเองเช่นเดิม

เจาะลึก วิกฤตน้ำมันแพง: จากปรากฏการณ์รถยนต์แห่ติดแก๊ส เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สู่เทรนด์รถ EV ปัจจุบัน ที่ยังมีปัญหาอยู่

ย้อนรอยยุควิกฤตน้ำมันแพง ปรากฏการณ์รถแห่ติดแก๊ส เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

หากเราหมุนเข็มนาฬิกาดิจิทัลย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2547-2549 ภาพจำที่แจ่มชัดที่สุดในสังคมไทยอีกภาพคงหนีไม่พ้น นั่นคือเรื่องน้ำมันแพง ป้ายราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการที่ขยับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความ 'ช็อกในอามรณ์' ให้กับผู้คนในทุกหย่อมหญ้า 

วิกฤตการณ์ในวันนั้นบีบบังคับให้ประชาชนต้องดิ้นรนหาทางรอดเพื่อลดภาระค่าครองชีพ นำมาซึ่งปรากฏการณ์ที่คนในสังคมจำนวนมหาศาลแห่นำรถยนต์ส่วนตัวไปดัดแปลงสภาพเพื่อ "ติดแก๊ส" ทั้งระบบ LPG และ NGV กันเป็นจำนวนมาก

หากใช้คำว่า ปรากฏการณ์ ก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริง กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น 

จาก ปรากฏการณ์แห่ติดแก๊ส สู่เทรนด์รถ EV หลุมหลบภัย 'พิษราคาน้ำมันแพง' Credit ภาพ NATION PHOTO

อู่ติดตั้งแก๊สรถยนต์ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด คิวรอติดตั้งยาวเหยียดข้ามเดือน ถังโดนัทและถังแคปซูลกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ที่ซ่อนอยู่ท้ายกระโปรงรถของชนชั้นกลาง แม้ว่ารัฐบาลในขณะนั้นจะไม่ได้สนับสนุนการใช้ LPG ในภาคขนส่งอย่างเต็มที่เพราะเกรงจะกระทบต่อก๊าซหุงต้มในครัวเรือน แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเกินครึ่ง ประชาชนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ก่อนที่รัฐบาลจะหันมาผลักดันก๊าซ NGV ควบคู่ไปกับการให้กำเนิดนโยบายพลังงานทางเลือกอย่าง แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Car) ในเวลาต่อมา การดิ้นรนในยุคนั้นคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เมื่อโครงสร้างราคาพลังงานพังทลาย ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับและหาทางออกด้วยต้นทุนของตนเอง
 

ราคาน้ำมันยุคสงครามอิรัก VS วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของวิกฤตที่กลับมาซ้ำรอย เราจำเป็นต้องกางตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างสองยุคสมัย ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ชนวนเหตุสำคัญเกิดจากการบุกอิรักของสหรัฐอเมริกา เพื่อเก็บ ซัดดัม ฮุสเซน ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานจากราว 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2546 ขึ้นไปแตะระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปี 2547-2548

ผลกระทบที่กระทบชิ่งมาถึงไทยคือ ราคาน้ำมันดีเซลที่เคยตรึงไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตรด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากกองทุนน้ำมันจนเกือบล้มละลาย ท้ายที่สุดรัฐบาลต้องยอมปล่อยลอยตัว ทำให้ราคาดีเซลพุ่งทะลุไปถึง 21.99 บาทต่อลิตร ขณะที่ เบนซินพุ่งทะลุ 20-23 บาท สร้างความตกตะลึงให้กับผู้บริโภคในยุคนั้นอย่างหนัก

ซัดดัม ฮุสเซน Credit ภาพ AFP

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ในปี 2569 โลกกำลังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงกว่าเดิม สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน นำมาสู่การงัดไม้ตายอย่างการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลกกว่า 20% ตัวเลขราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ณ ปัจจุบันพุ่งทะยานไปแตะระดับ 99.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อนนี้ ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มันลากเอาภาวะข้าวยากหมากแพง ต้นทุนการผลิตที่พุ่งทะยาน และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นตามมาด้วย นี่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าในอดีตหลายเท่านัก

ปี 2569: ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สู่ยุคตื่นทอง 'รถ EV' ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

ณ เวลานี้ ปี 2569 ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่อีกระลอก ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายนิยามว่าเป็นภาวะ 'Stagflation' รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ต้องงัดมาตรการฉุกเฉินออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือประหยัดพลังงานระดับชาติ ไปจนถึงการประกาศนโยบาย Work From Home (WFH) เพื่อลดการเดินทางและลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง

ด้วยบทเรียนจากอดีตและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคในยุคนี้จึงเปลี่ยนไป จากการต่อคิวหน้าอู่วันนั้น สู่การแห่จองยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในวันนี้ รถ EV กลายเป็น "หลุมหลบภัย" ทางเศรษฐกิจอีกหนึ่งหลุม สำหรับชนชั้นกลางและผู้ที่ต้องใช้รถเป็นประจำ

สถิติชี้ชัดว่า การชาร์จไฟฟ้ามีต้นทุนที่ถูกกว่าและมีความผันผวนน้อยกว่าการเติมน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ขับขี่สามารถประเมินและควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ ผู้ใช้รถ EV สามารถประหยัดเงินได้หลักหมื่นบาทต่อปี ประกอบกับค่ายรถต่างๆ ที่อัดโปรโมชันหั่นราคาเพื่อระบายสต็อก ยิ่งทำให้ EV กลายเป็นทางเลือกที่เย้ายวนและคุ้มค่าที่สุดในสายตาผู้บริโภคที่กำลังหนีตายจากค่าน้ำมัน

เจาะลึก วิกฤตน้ำมันแพง: จากปรากฏการณ์รถยนต์แห่ติดแก๊ส เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สู่เทรนด์รถ EV ปัจจุบัน ที่ยังมีปัญหาอยู่

ทางรอดที่ยังมีรูรั่ว: ข้อจำกัดของ EV ในปัจจุบันกับการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้ รถ EV จะดูเหมือนเป็นทางออกที่สวยงาม แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านนี้ยังมี "บาดแผล" และปัญหาอุปสรรคซ่อนอยู่มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาที่เด่นชัดที่สุดในปัจจุบันคือ ในเขตนอกเมืองใหญ่หรือในต่างจังหวัด จุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะยังคงมีไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงเทศกาลยังคงเป็นความท้าทายที่สร้างความกังวลใจ (Range Anxiety) ให้กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้  กลุ่มผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพักที่ไม่สามารถติดตั้งจุดชาร์จส่วนตัวได้ รวมถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีกำลังซื้อรถ EV แม้ราคาจะปรับลดลงมาบ้างแล้ว ก็ยังคงต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังและจำยอมแบกรับราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่ต่อไป ทำให้รถยนต์ไฮบริด (HEV) กลายเป็นทางเลือกคั่นกลางที่เติบโตควบคู่กันไปในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

วิกฤตพลังงาน และชีวิตที่ต้องเดินหน้า

วิกฤตพลังงานจากการ ปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569  ถือเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทั้งโครงสร้างรัฐและประชาชน จากยุคทักษิณที่คนดิ้นรนติดแก๊ส มาสู่ยุคอนุทินที่คนดิ้นรนเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า (EV) บริบทอาจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีอาจล้ำหน้าขึ้น แต่แก่นแท้ของปัญหายังคงเดิม นั่นคือมนุษย์เรายังคงตกเป็นตัวประกันของความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอยู่เสมอ

 ไม่ว่ามาตรการของรัฐจะออกมาในรูปแบบใด หรือเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปแค่ไหน ประชาชนคนธรรมดาก็ยังต้องตื่นเช้า ฝ่าฟันจราจร และทำงานหาเงินต่อไป น้ำมันจะแพงแค่ไหน รถจะไม่มีที่ชาร์จอย่างไร

เราก็ต้องสู้ชีวิตกันต่อไป เพราะความเป็นจริงที่หนีไม่พ้นของคนวัยทำงานทุกคนก็คือ ภาระที่แบกอยู่บนบ่า ท้ายที่สุดแล้ว "ชีวิตนี้ ใช้หนี้อย่างเดียว"

ที่มา : prachatai bangkokbiznews  posttoday bangkokbiznews

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related