
พาทำความรู้จัก Grid Modernization กฟผ. เสริมความมั่นคง ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าไทย รับพลังงานหมุนเวียน
การขยายตัวของบ้านเรือน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูง ขณะเดียวกันกระแสพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์ของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น รองรับทั้งความต้องการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไปพร้อมกัน
หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของภารกิจนี้คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่เดินหน้าพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด Grid Modernization หรือการยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบ พร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนจากสภาพอากาศ และเตรียมความพร้อมสำหรับรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
หัวใจของ Grid Modernization คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิต การส่ง การกักเก็บ ไปจนถึงการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ระบบสามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะแม้จะเป็นพลังงานสะอาด แต่ยังมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของธรรมชาติ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System หรือ ESS ที่ทำหน้าที่เก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ความต้องการสูงหรือช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้น้อย โดย กฟผ. พัฒนาและนำมาใช้หลายรูปแบบ ทั้งระบบแบตเตอรี่ BESS โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ PSH ระบบกักเก็บพลังงานด้วยไฮโดรเจน HESS และ Vehicle-to-Grid หรือ V2G
สำหรับ BESS สามารถเปรียบได้กับ Power Bank ขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า สามารถเก็บและจ่ายไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วในระดับมิลลิวินาที พร้อมช่วยควบคุมแรงดันและความถี่ไฟฟ้า ปัจจุบัน กฟผ. ติดตั้งแล้วที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก
ส่วน PSH เปรียบเสมือนแบตเตอรี่พลังงานสะอาดขนาดใหญ่ ใช้วิธีสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างตอนบนในช่วงที่ใช้ไฟฟ้าน้อย และปล่อยน้ำผ่านกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง สามารถจ่ายไฟได้ภายในประมาณ 2 ถึง 5 นาที ปัจจุบัน กฟผ. มี 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนภูมิพล และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา พร้อมพัฒนาโครงการที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีแผนจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2577
อีกเทคโนโลยีที่ กฟผ. กำลังศึกษาและทดลองคือ HESS หรือการกักเก็บพลังงานในรูปไฮโดรเจน โดยที่ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา กฟผ. ได้นำไฟฟ้าจากกังหันลมมาแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ และกักเก็บไว้ในรูป Green Hydrogen ก่อนนำกลับมาผลิตไฟฟ้าผ่าน Fuel Cell เพื่อจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง
ขณะที่ V2G เป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเป็นได้ทั้งผู้ใช้ไฟและแหล่งสำรองพลังงาน ด้วยระบบชาร์จไฟแบบสองทิศทาง เมื่อระบบมีความต้องการใช้ไฟสูง พลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์สามารถจ่ายกลับเข้าสู่โครงข่ายได้ กฟผ. อยู่ระหว่างการทดสอบและศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาไปสู่การเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายขนาดใหญ่ในอนาคต
นอกจากการกักเก็บพลังงานแล้ว การรู้ล่วงหน้าว่าพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใดก็สำคัญไม่แพ้กัน กฟผ. จึงมีศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ REFC ที่นำข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลโรงไฟฟ้า และข้อมูลสถิติมาวิเคราะห์ เพื่อคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการวางแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าและบริหารระบบไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด หรือ DRCC จะเข้ามาช่วยบริหารฝั่งผู้ใช้ไฟ โดยสามารถสั่งการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟสูงสุด หรือช่วงที่ต้นทุนเชื้อเพลิงสูง เพื่อลดความจำเป็นในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง ถือเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า
อีกกลไกคือ Flexible Power Plant หรือ FPP ซึ่งเป็นการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่มีความเสถียรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถเพิ่มหรือลดกำลังผลิตได้รวดเร็วเพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน โดยปรับระดับการเดินเครื่องขั้นต่ำจากเดิมร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 45 และสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทันทีเมื่อระบบต้องการ ส่วนกรณีต้องเริ่มเดินเครื่องใหม่ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือเร็วขึ้นราว 2 เท่า
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Grid Modernization ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้กับระบบไฟฟ้า แต่คือการปรับโครงสร้างและวิธีบริหารจัดการไฟฟ้าให้สามารถรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งการใช้ไฟฟ้าจาก AI และดาต้าเซ็นเตอร์ การเติบโตของ EV และการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน
เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่แหล่งพลังงานกำลังเปลี่ยนไป ระบบไฟฟ้าไทยจึงต้องไม่เพียงมีไฟฟ้าเพียงพอ แต่ต้องฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ และนี่คือบทบาทของ Grid Modernization ที่ กฟผ. กำลังเร่งพัฒนา เพื่อให้ไฟฟ้าไทยเดินหน้าไปพร้อมกับเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเป้าหมาย Net Zero โดยไม่ทิ้งความมั่นคงทางพลังงานไว้ข้างหลัง