svasdssvasds

'Thanksgiving' วันขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐ พบสร้างขยะอาหารถึง 1.5 แสนตัน

'Thanksgiving' วันขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐ พบสร้างขยะอาหารถึง 1.5 แสนตัน

'Thanksgiving' วันรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของชาวอเมริกัน และวัฒนธรรมการบริโภคอาหารเต็มโต๊ะ ผลสำรวจเผย ชาวอเมริกันสร้างขยะอาหาร ในวันดังกล่าวมากถึง 1.5 แสนตัน มหาวิทยาลัย Minnesota บอกต่อวิธีปฏิบัติเพื่อลด Food Waste สำหรับมื้ออาหารของเรา

Thanksgiving คือวันอะไร?

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับวันสำคัญวันนี้กันมาบ้าง Thanksgiving เป็นวันที่ครอบครัวชาวอเมริกันจะนัดรวมตัวกันเพื่อรำลึกขอบคุณผู้เป็นเจ้า โดยวันขอบคุณพระเจ้าจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 23 พฤศจิกายน นั่นเอง

แน่นอนว่าโอกาสพิเศษเช่นนี้ ที่คนในครอบครัวได้มารวมตัวกัน อาหารถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ชาวอเมริกันให้สำคัญ หากเราสังเกต จะพบว่า ทุกคนจะนั่งล้อมวงรอบโต๊ะยาว ที่มีอาหารหลากหลายเมนูกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะ โชยกลิ่นหอมเรียกน้ำลายเป็นไหน ๆ

เมนูในวัน Thanksgiving Cr. Flickr

เมนูไก่ง่วงในวัน Thanksgiving Cr. Flickr

สำหรับเมนูที่เด่นตระหง่านเรียกสายตาคงหนีไม่พ้น เมนูไก่ง่วง (Turkey) ที่นอนแผ่อยู่กลางโต๊ะ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่ชาวอเมริกันนิยมบริโภคกันอาทิ แฮม ชีส ถั่วเขียว มันบด

ด้านของหวานจะมี พายแอปเปิ้ล เยอรมันช็อคโกแลตพาย ข้าวโพด แครนเบอรี่ และสำหรับเครื่องดื่มก็นิยมบริโภคกันแตกต่างหลากหลายอาทิ แครนเบอร์รี่พันซ์ผสมโซดา ชาใบเสจ น้ำแครอทเป็นต้น

ภายใต้มื้อที่แสนสุขของชาวอเมริกัน เหรียญอีกด้านที่น่าเป็นกังวลคือเรื่อง ‘ขยะอาหาร’ หรือ ‘Food Waste’ เมื่อวาระพิเศษเช่นนี้ ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวต้องสั่ง หรือทำอาหารในปริมาณมากเพียงพอที่จะเสิร์ฟให้กับทุกคนในครอบครัว

ขยะอาหาร 1.5 แสนตันในวัน Thanksgiving Cr. Flickr

อาหารเหล่านี้ ไม่ได้ถูกบริโภคจนหมดเสมอไป ตัวเลขสัดส่วนของอาหารที่ไม่ถูกบริโภคในวันขอบคุณพระเจ้า และเหลือทิ้งกลายเป็นขยะอาหารของชาวอเมริกันเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  

จากผลสำรวจของ Refed พบว่า ในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ชาวอเมริกันทิ้งอาหารที่เหลือจากการบริโภคประมาณ 305 ล้านปอนด์ หรือราว 152,000 ตัน เฉลี่ยครอบครัวละ 1,160 ปอนด์ (ปี 2022)

มีหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ บ้างให้ความเห็นว่า ชาวอเมริกันควรตระหนักถึงการบริโภคให้มากกว่านี้ เพราะกว่าจะออกมาเป็นอาหาร 1 มื้อ ได้ผลาญทรัพยากรไปมากมาย และเมื่ออาหารไม่ได้ถูกบริโภคเข้าสู่ร่างกาย จนกลายเป็นขยะอาหาร (Food Waste) สายพานถัดไปของเศษอาหารเหล่านี้ก็จะไปบรรจบกันที่กระบวนการฝังกลบ

ขยะอาหาร 1.5 แสนตันในวัน Thanksgiving Cr. Flickr

เราทราบกันดีว่าเมื่อเศษอาหารที่เข้าสู่กระบวนการฝังกลบ เมื่อเกิดการเน่าเสียของอาหาร ก๊าซมีเทนจะถูกผลิตออกมา หรือก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดจากการบวนการผลิตอาหารทั้งหมด 26% ข้อมูลจาก Our World Data ระบุว่า หากเราช่วยกันลดขยะอาหาร และบริโภคอาหารอย่างคุ้มค่าที่สุด จะสามารถลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6%

แนวทางปฏิบัติลด Food Waste

มหาวิทยาลัย Minnesota ได้แจกแจงวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับใครก็ตามที่มีเป้าประสงค์ในการลด Food Waste ลง และเลือกบริโภคอาหารอย่างมีกลยุทธ์ สามารถปฏิบัติได้ตามด้านล่างนี้

  • วางแผนล่วงหน้า และซื้อเฉพาะสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการเท่านั้น เช่น สมติว่าคนที่จะมาร่วมมื้ออาหารของเรามี 6 คน ให้ไต่ถามนำร่องก่อนเลยว่า อยากทานอะไร แล้วหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อได้มาซึ่งอาหารที่ทุกคนอยากบริโภคจริง ๆ
  • เก็บเศษอาหารไว้สำหรับประกอบอาหารในอนาคตเช่น ผัก ซุป หรือเนื้อสัตว์ ด้วยการนำไปเข้ากระบวนการยืดอายุอาหารเช่น แช่เย็น หรือเก็บไว้ในภาชนะสุญญากาศ(หลายบ้านมักมองข้าม และคิดว่าไหน ๆ ซื้อมาแล้ว ก็ทำให้หมดไปเลย ทว่าสุดท้ายอิ่มพุงแตกเสียก่อน)
  • เมื่อพินิจดูแล้ว อาหารของคุณยังสดใหม่ และอยู่ในเลเวลที่สามารถบริโภคต่อได้ การบริจาคอาหารให้กับธนาคารอาหาร หรือผู้คนที่เราเห็นสมควรว่าสามารถจัดการอาหารของเราได้อย่างคุ้มค่า (จำเป็นต้องเลือกปลายทางให้ดีก่อนตัดสินใจ)
  •  กระบวนท่าสุดท้ายสำหรับการลดขยะอาหารได้คือ นำไปต่อยอดให้กับทรัพยากรอื่น ๆ ในบ้านเช่น การนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ในกรณีที่บ้านมีสวนอยู่แล้ว ทางมหาวิทยาลัย Minnesota ย้ำว่า ควรศึกษาการทำปุ๋ยจากเศษอาหารให้ดีเสียก่อน หรือหากใกล้ ๆ บ้านของคุณมีโครงการที่มีบริการรีไซเคิลอาหาร เราก็สามารถนำเอาเหลือบริโภคไปเข้ารับบริการได้เช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาขยะอาหารมิได้เกิดขึ้นแค่ในวัน Thanksgiving เพียงวันเดียวเท่านั้น อันที่จริงมันหมายถึงมื้ออาหารที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวัน

แม้ในวันนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องขี้เล็กขี้ปะติ๋ว แต่ลองจินตนาการว่าเมื่อเกิดปัญหาขยะอาหารพร้อมกันในสเกลระดับโลก เรื่องเล็ก ๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่อาจทำเราเหงื่อตกได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา: voathai

        Sustainability at UMN

        MNJ

เนื้อหาที่น่าสนใจ

related