
SHORT CUT
พังเร็ว ซ่อมยาก หมดประกันปุ๊บพังปั๊ป นี่ไม่ใช่ความผิดผู้บริโภค แต่เป็นความตั้งใจของผู้ผลิต ชวนดู Buy Now สารคดีตีแผ่ด้านมืดของยุคบริโภคนิยม ที่นำไปสู่วิกฤตขยะล้นโลก
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมพัดลมรุ่นคุณปู่คุณย่ายังคงหมุนติ้วได้นานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ทำไมพัดลมหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราเพิ่งถอยมาใหม่กลับเริ่งส่งเสียงอี๊ดอ๊าด หรือมีอะไหล่บางส่วนพังทันทีที่หมดประกันเพียงไม่กี่วัน?
หลายคนอาจโทษตัวเองว่าใช้งานไม่ระวัง ใช้งานมันหนักไป หรือโทษดวงที่จุ่มได้สินค้าตัวซีเคร็ท ไม่มีคุณภาพ แต่ความจริงที่อยากจะบอกคือ นั่นอาจไม่ใช่ความผิดของคุณ!
SPRiNG ชวนดูสารคดี Buy Now : The Shopping Conspiracy (ซื้อเลย กับดักให้ช้อป) หนังน้ำดีที่ถูกซ่อนอยู่ใน Netflix ภาพยนต์สารคดีชิ้นนี้ได้ออกมาเปิดโปงว่า การที่สินค้าพังเร็ว หรือการที่มนุษย์มักแพ้ทางความสะดวกสบาย มันอาจไม่ใช่ความผิดพลาดทางการผลิต และก็ไม่ใช่ความซวยของผู้บริโภค แต่มันคือ แผนอันแยบยล ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้เราต้องควักเงินจ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น
หนังเรื่องนี้ ถูกดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร AI ที่ชื่อว่า Sasha เป็นภาพจำลองของอัลกอริทึมที่คอยติดตามพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่ง Sasha จะรู้ดีว่า มนุษย์เราอ่อนแอร์ที่สุดตอนกี่โมง รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราอกหักเราจะอยากช้อปปิงเพื่อเยียวยาจิตใจ และรู้ว่าคำว่า ‘รักษ์โลก’ หรือ ‘Greenwashing’ บนฉลากสีเขียวสดใสนั้น คืออาวุธลับที่ใช้ปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจเราให้กล้าควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าแบบไม่รู้สึกผิด
หากย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของความบิดเบี้ยวนี้ เราต้องนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในปี 1924 ณ ห้องประชุมลับในกรุงเจนีวา ที่นั่นมีการรวมตัวกันของกลุ่มที่ชื่อว่า ‘Phoebus Cartel’ ซึ่งเป็นการรวมหัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตหลอดไฟระดับโลก พวกเขาตกลงกันว่า หลอดไฟที่ผลิตออกมาต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง ทั้งที่เทคโนโลยีในขณะนั้นสามารถทำให้มันสว่างไสวได้นานกว่า 2,500 ชั่วโมง
นี่คือจุดกำเนิดของนโยบาย ‘Planned Obsolescence’ หรือการจงใจทำให้สินค้าพังเร็วเกินควร เพื่อบีบให้ผู้บริโภคต้องกลับมาซื้อใหม่เรื่อย ๆ เพราะถ้าพังยาก จะไม่มีกำไรใหม่ ๆ เข้ามา
จากอดีตหลอดไฟ ลามมาถึงสมาร์ทโฟนที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเมื่อผ่านไปสองปี หรือเสื้อผ้าแฟชั่นที่เนื้อผ้าบางเบาจนขาดสะบั้นหลังผ่านการซักเพียงไม่กี่ครั้ง ความประณีตและการซ่อมแซมถูกทำลายลงด้วยแนวคิดที่ว่า การทิ้งคือความทันสมัย และการซ่อมคือความล้าหลังที่น่าอับอาย
นอกจากนี้ Sasha ได้พาเราไปพูดคุยกับบุคคลที่เป็นมนุษย์จริง ๆ คนที่เคยทำงานเป็นพนักงานหรืออยู่เบื้องหลังแบรนด์ใหญ่ระดับโลก ให้ออกมาแฉกลวิธีของแต่ละบริษัทที่ซึ่งมักเลือกจะทำลายสินค้าค้างสต็อกเพียงเพื่อรักษา ‘มูลค่าแบรนด์’ ไม่ให้ตกต่ำจากการนำไปลดราคา เป็นภาพบาดตาเมื่อขยะใหม่เอี่ยมเหล่านั้นกลายเป็นภาระของโลกในทันทีที่มันถูกผลิตออกมา
นอกจากนี้ที่น่าสะเทือนใจที่สุด คือภาพยนตร์ชิ้นนี้ได้พูดถึงประเทศไทยของเราด้วย ในฐานะประเทศปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยสารคดีชิ้นนี้ได้ทดลองใช้ GPS ติดตามเส้นทางขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งในอังกฤษและยุโรป เพื่อดูว่า ปลายทางของมันจะถูกนำไปรีไซเคิลในโรงงานหรือไม่
แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องอึ้ง เพราะปลายทางของขยะกลับไม่ใช่โรงงานรีไซเคิล แต่มันกลับเดินทางไกลคดเคียวเลี้ยวลดมาโผล่ที่ท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย
ขยะพิษเหล่านี้ถูกซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ที่สำแดงเท็จก่อนถูกส่งไปแยกชิ้นส่วนในโรงงานเถื่อนกลางชุมชน สารตะกั่วและโลหะหนักรั่วซึมลงดินและน้ำใต้ดินกลายเป็นมรดกเลือดที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลานชาวไทยเพียงเพราะโลกตะวันตกต้องการกำจัด ‘ขยะที่พวกเขาไม่ต้องการ’ ให้พ้นหูพ้นตา เปลี่ยนประเทศไทยที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ให้เป็น ‘บ่อขยะโลก’
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนไร้ทางออก ประเทศไทยเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการรับมือพายุขยะลูกนี้เช่นกัน โดยเมื่อไม่นานได้มีการเปิดตัวเครือข่าย Thailand Circular Economy ที่มาพร้อมกับแรงผลักดัน ร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน เป้าหมายคือเปลี่ยนประเทศไทยจากระบบ ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ ไปสู่ระบบที่ยั่งยืน
โดยเน้นย้ำสิทธิ 2 ประการ:
สุดท้ายแล้ว บทเรียนจาก Buy Now ได้เตือนใจเราว่า ความสุขจากการช้อปปิงนั้นสั้นนัก แต่ขยะที่เราสร้างไว้อาจอยู่ยาวนานกว่าชั่วชีวิตคน การกอบกู้โลกจึงอาจไม่สำเร็จด้วยการซื้อสินค้าสีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่คือการหยุดเพื่อพิจารณาให้สิ่งที่มีอยู่ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
รวมถึงร่วมกันส่งเสียงดังๆ ไปยังผู้ผลิตว่า "โลกไม่ได้มีไว้ให้คุณถลุงเพื่อกำไร แต่โลกมีไว้ให้พวกเราทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน" ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดเป็นเหยื่อในแผนร้าย และเริ่มเป็นผู้เขียนอนาคตที่สะอาดกว่าเดิมด้วยมือของเราเอง