
ในวันที่ไม่มีใครจำชื่อ ‘ปีเตอร์ พาร์คเกอร์’ ได้ เราจะนิยามตัวเองว่าอะไร? ชวนสำรวจสภาวะไร้ตัวตน และการเติบโตสู่จุดเริ่มต้นใหม่ของ Spider-Man: Brand New Day
ความรู้สึกโหวงเหวงในใจของแฟนหนังมาร์เวลน่าจะยังคงตกค้างมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ฉากจบของ Spider-Man: No Way Home จนกระทั่งการมาถึงของ Spider-Man: Brand New Day ที่เพิ่งเข้าฉายไป การกลับมาเปิดศักราชใหม่ของ Spider Man ภาคนี้ น่าสนใจตรงที่อาจจะไม่ได้โฟกัสแค่ฉากแอ็กชันปราบวายร้ายเพื่อกอบกู้โลก แต่มันกำลังพาเราดำดิ่งลงไปสำรวจสภาพจิตใจของตัวละคร พร้อมกับตั้งคำถามที่ปวดร้าวที่สุดว่า หากตื่นมาวันหนึ่งไม่มีใครบนโลกจำชื่อเราได้เลย เราจะยังเป็นคนๆ เดิมอยู่หรือไม่?
ก่อนจะตีตั๋วเดินเข้าโรงไปดูชีวิตที่ต้องนับหนึ่งใหม่ของสไปดี้ เราอยากชวนทุกคนมาย้อนดูเส้นทางการเติบโตของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้โหยหาการยอมรับ จนถึงวันที่เขาต้องกลายเป็นชายหนุ่มที่โดดเดี่ยวที่สุดในจักรวาล
.
หากเราย้อนกลับไปดูก้าวแรกใน Spider-Man: Homecoming ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่สดใส ดูสนุก และเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความเป็นวัยรุ่น หนังพาเราไปรู้จักกับ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในเวอร์ชันเด็กมัธยมไฮสคูลที่ชีวิตเต็มไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยาน เขาคือเด็กหนุ่มธรรมดาจากควีนส์ที่จับพลัดจับผลูได้มหาเศรษฐีอย่าง โทนี่ สตาร์ค มาเป็นผู้สนับสนุนหลัก มีชุดเกราะสุดล้ำที่สั่งการด้วย AI คอยอำนวยความสะดวกในทุกย่างก้าว
เสน่ห์ของหนังภาคนี้คือการนำเสนอการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองของเด็กหนุ่มที่โหยหาการยอมรับ เขาพยายามทำตัวให้ยิ่งใหญ่เพื่อให้คู่ควรกับการเป็นอเวนเจอร์ส การกระทำของฮีโร่วัยรุ่นคนนี้จึงมักขับเคลื่อนด้วยความอยากโชว์ศักยภาพเพื่อให้ผู้ใหญ่ที่เขาเคารพภูมิใจ มันคือช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วย ‘โครงข่ายความปลอดภัย’ (Safety Net) ที่คอยรองรับ ทำให้เขาสามารถออกไปแกว่งใยปราบโจรได้อย่างเต็มที่ เพราะส่วนลึกในใจเขารู้ดีว่าต่อให้ทำพลาดจนสถานการณ์เลวร้ายหรือทำเรือเฟอร์รีขาดครึ่งลำ ก็ยังมีผู้ใหญ่ใจดีคอยบินมาช่วยพยุงและตามเก็บกวาดปัญหาให้เสมอ นี่คือวัยที่ตัวตนของเขายังคงผูกติดอยู่กับคำชื่นชมของผู้อื่น
เมื่อก้าวเข้าสู่ภาค Far From Home โทนของหนังยังคงฉาบหน้าด้วยความเป็นคอมเมดี้วัยรุ่นทัศนศึกษา แต่ลึกลงไปตัวละครของปีเตอร์กลับต้องแบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว ในฐานะตัวแทนของไอรอนแมนที่เพิ่งจากไป โลกทั้งใบต่างตั้งคำถามว่าเขาพร้อมจะเป็นผู้นำคนต่อไปหรือไม่ เขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งในใจอย่างหนัก ระหว่างความต้องการที่จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่ได้สารภาพรักกับ เอ็มเจ ในทริปยุโรป กับการต้องรับผิดชอบเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแว่นตา EDITH ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อเขาเลือกไว้ใจคนผิดอย่าง มิสเตอริโอ
แม้ในภาคนี้เขาจะต้องเผชิญกับความสับสนและถูกหลอกใช้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนของปีเตอร์ก็ยังคงรายล้อมไปด้วยคนที่มีความทรงจำร่วมกับเขา ทั้งป้าเมย์ เน็ด เอ็มเจ และแฮปปี้ โฮแกน ที่ยังคอยเป็นที่พึ่งทางใจและซัพพอร์ตทรัพยากรให้เขาอยู่ดี มันจึงเป็นรอยต่อสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า แม้เขาจะเริ่มเติบโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น แต่เขาก็ยังไม่ได้ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง เพราะร่มเงาของสตาร์คและความอบอุ่นจากคนรอบข้างยังคงคอยปกป้องเขาอยู่
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสไปเดอร์แมน ชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดไปคงเป็นไปไม่ได้ หนังพาเราไปสู่จุดพีกของอารมณ์และวุฒิภาวะ เมื่อความพยายามจะแก้ปัญหาชีวิตส่วนตัวของเขาดันบานปลายกลายเป็นวิกฤตระดับมัลติเวิร์ส การเรียนรู้บทเรียนเรื่อง ‘พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง’ ของเขาในภาคนี้ แลกมาด้วยความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเสาหลักของชีวิตอย่างป้าเมย์ต้องจากไป และการสูญเสียโทนี่ สตาร์ก หลังจากสงคราม Infinity Wars เพื่อจะกอบกู้โลกใบนี้เอาไว้ในท้ายที่สุด ปีเตอร์ต้องยอมจ่ายในราคาที่แพงที่สุด นั่นคือการขอให้ ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ ลบความทรงจำของทุกคนที่มีต่อชื่อ ‘ปีเตอร์ พาร์คเกอร์’ ทิ้งไปตลอดกาล
ฉากจบของ No Way Home ที่ปีเตอร์เดินเข้าไปในร้านโดนัท เห็นรอยแผลบนหน้าผากของเอ็มเจ แล้วตัดสินใจเก็บซ่อนความจริงเอาไว้ ไม่ใช่แค่ความเศร้าจากการสูญเสียคนรัก แต่มันคือการเซตซีโร่ชีวิตของตัวละครนี้ใหม่ทั้งหมด มันคือความโหดร้ายที่หนังจับฮีโร่วัยรุ่นคนหนึ่งมาโยนทิ้งไว้ในสภาวะที่ไม่มีใครจำเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว การที่เขาเลือกจะเดินหันหลังให้ความสุขส่วนตัวในวันนั้น คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในวัยเด็กที่สดใสและไร้เดียงสาได้ตายจากไปแล้ว และเขาต้องลุกขึ้นมาเผชิญโลกของผู้ใหญ่อันหนาวเหน็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Spider-Man: Brand New Day หนังภาคใหม่ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ กลับสู่จุดเริ่มต้นแบบสตรีทเลเวล โดดเดี่ยวไร้เทคโนโลยีจาก Stark และต้องดิ้นรนต่อสู้กับอาชญากรข้างถนนในนิวยอร์ก การตอกย้ำว่าเขาไม่มีเทคโนโลยีสุดล้ำของสตาร์ค ไม่มีเพื่อนซี้คอยช่วยบอกทาง และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่รู้จักชายที่ชื่อ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ อีกต่อไป มีเพียงหน้ากากไอ้แมงมุมเท่านั้นที่ผู้คนยังคงให้พื้นที่และจดจำได้
ทว่าความโดดเดี่ยวในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ผลกระทบจากเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตั้งใจของเขาเองที่เลือกจะตัดขาดความสัมพันธ์โดยไร้ซึ่งมิตรภาพกับใคร เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเสี่ยงอันตรายหากอยู่กับเขา เขาอุทิศตนทำงานอย่างหนักในฐานะ ‘สไปเดอร์แมน’ เท่านั้น และหลงลืมความเป็นคนธรรมดาที่ควรได้ใช้ชีวิตของตัวเองในฐานะ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง
เดสติน แดเนียล เครตตัน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวถึงแกนกลางของตัวละครไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในหลายๆ ด้าน ปีเตอร์ก็กำลังต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ เขาพยายามคอนโทรลชีวิตของเขา และส่วนหนึ่งของการเดินทางคือการที่จะต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ยอมรับ’ ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
แม้เขาจะหันหลังให้คนที่รักเพราะอยากปกป้อง ถึงอย่างนั้นโลกความจริงก็กำลังบอกเขาว่า มันไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าคนที่เขารักทุกคนจะปลอดภัยตลอดไป เอ็มเจที่เขาคิดว่าจะอยู่รอดปลอดภัยก็ยังตกอยู่ในอันตรายได้ และการไม่มีใครคอยอยู่เคียงข้างเขาเลย ก็มีแต่ทำให้เขาเกิดความเครียดสะสม การเป็นฮีโร่ของเขาจึงกลายเป็นการใช้ชีวิตที่ตายด้านไปโดยปริยาย ซึ่งผู้กำกับมองว่าความรู้สึกของปีเตอร์นั้นน่าเจ็บปวด เพราะ “ไม่มีความรู้สึกใดแย่ไปกว่าความรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นเขา” ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่ประชาชนคนนิวยอร์กมอบให้สไปเดอร์แมน ในชีวิตจริงเขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงอากาศ
.
ความรู้สึกไร้ตัวตนนี้ ยังสะท้อนออกมาผ่านความพยายามที่จะกดทับความเป็นตัวเองของปีเตอร์ ไม่ใช่แค่การผลักไสผู้คน แต่รวมถึงการปฏิเสธการเติบโตทางกายภาพ เมื่อพลังแมงมุมในตัวเองเกิดการกลายพันธุ์ เขาสามารถปล่อยใยแมงมุมธรรมชาติออกมาได้ มีประสาทสัมผัสแมงมุมที่ชัดเจนขึ้น และมีพละกำลังเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงแรก ปีเตอร์ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จึงพยายามหาวิธีในการยับยั้งความเป็นตัวเองนี้ไว้ ถึงขนาดสร้างเทคโนโลยีมาปรับสมดุล ด้วยความคิดที่ว่า ความเป็นตัวเองของเขานั้นเป็นภัยกับคนอื่น อีกทั้งยังตั้งใจเอาเทคโนโลยีนี้ไปยับยั้งพลังในตัวของคนอื่น ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นการทำร้ายผู้อื่นไปในตัวโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี
ท้ายที่สุดแล้ว Spider-Man: Brand New Day กำลังมอบคำตอบให้กับคำถามที่ว่า เมื่อโลกสั่งลบชื่อปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เขาจะเป็นใครได้อีก? คำตอบนั้นไม่ได้ซ่อนอยู่ในการเป็นฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่มันซ่อนอยู่ในการเรียนรู้ที่จะโอบรับความเปลี่ยนแปลง โอบรับตัวตนที่กลายพันธุ์ และอนุญาตให้ตัวเองกลับมาเป็นมนุษย์ที่คู่ควรกับความสุขอีกครั้ง นี่คือการเติบโตที่แม้จะเต็มไปด้วยความอ้างว้าง แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่งดงามและลุ่มลึกที่สุดเท่าที่แฟรนไชส์ Spider Man สร้างมา