'ฝนเดียวกัน คนละโลก' ถอดสัญญะความเหลื่อมล้ำน้ำท่วมใน Parasite

'ฝนเดียวกัน คนละโลก' ถอดสัญญะความเหลื่อมล้ำน้ำท่วมใน Parasite

'ฝนเดียวกัน คนละโลก' ถอดสัญญะน้ำท่วมใน Parasite เมื่อสายฝนเดียวกันคือความสุนทรีย์ของคนบนเนิน แต่กลับเป็นหายนะของคนชั้นล่าง

SHORT CUT

  • ฝนเดียวกัน แต่ผลกระทบต่างกัน  ใน Parasite ฝนคือความสดชื่นของครอบครัวปาร์ก แต่เป็นหายนะที่ทำลายบ้านและชีวิตของครอบครัวคิม
  • น้ำท่วมเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำ  บ้านบนเนินกับบ้านกึ่งใต้ดินสะท้อนลำดับชนชั้น เมื่อเกิดวิกฤต ความเสี่ยงและความเสียหายไหลลงสู่คนที่อยู่ “ข้างล่าง”
  • ภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องธรรมชาติล้วนๆ  ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับโครงสร้างสังคม ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรในการรับมือ ทำให้คนจนเปราะบางกว่าคนที่มีฐานะ

'ฝนเดียวกัน คนละโลก' ถอดสัญญะน้ำท่วมใน Parasite เมื่อสายฝนเดียวกันคือความสุนทรีย์ของคนบนเนิน แต่กลับเป็นหายนะของคนชั้นล่าง

ในบรรดาฉากทั้งหมดของ Parasite (ชนชั้นปรสิต) ฉากน้ำท่วมอาจเป็นฉากที่กล่าวถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ตรงที่สุด ฝนที่ตกลงมาในคืนนั้นไม่ได้เป็นแค่ภัยธรรมชาติ แต่ทำหน้าที่เหมือนกระจกที่ฉายให้เห็นว่าสังคมหนึ่งสามารถแบ่งคนออกเป็นสองโลกได้ชัดเจนเพียงใด

ความน่าสนใจของฉากนี้อยู่ที่ตำแหน่งของบ้านสองหลัง คฤหาสน์ตระกูลปาร์กตั้งอยู่บนเนินสูง มีสวนกว้าง แสงธรรมชาติ และหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นท้องฟ้า ส่วนบ้านครอบครัวคิมเป็นห้องกึ่งใต้ดินที่อยู่ในย่านต่ำ เมื่อฝนเทลงมา น้ำจึงไหลตามแรงโน้มถ่วงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และภาพนี้เองที่ทำให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำมีลักษณะเหมือนการไหลของน้ำ ผลกระทบของความเสี่ยงและความเดือดร้อนถูกส่งต่อลงไปหาคนที่อยู่ข้างล่างสุดเสมอ ตลอดทั้งเรื่องยังมีภาพการเดินลงบันไดและทางลาดซ้ำ ๆ ก่อนที่ครอบครัวคิมจะไปถึงบ้านของตัวเอง

ในช่วงที่น้ำค่อย ๆ ไหลเข้าบ้านคิม ผู้ชมแทบจะรู้สึกอึดอัดตามไปด้วย น้ำที่ท่วมสูงขึ้นทีละน้อยไม่ได้คุกคามแค่ข้าวของ แต่ยังพรากความรู้สึกว่าตนควบคุมชีวิตตัวเองได้ ครอบครัวที่เพิ่งได้ลิ้มรสชีวิตที่ดีกว่าจากการเข้าไปทำงานในบ้านปาร์ก ต้องกลับมาเผชิญความจริงว่าพวกเขาไม่มีอะไรรองรับเมื่อเกิดวิกฤต ภาพน้ำเอ่อจนเกือบมิดศีรษะจึงเป็นเหมือนความจมดิ่งของคนจนที่ถูกความไม่เป็นธรรมกดทับ โดยที่ตัวเองไม่มีทางเลือกมากนัก

ขณะเดียวกัน ฝนก็มีความหมายตรงกันข้ามสำหรับคนอีกฝั่ง ครอบครัวปาร์กมองฝนเป็นเรื่องน่าชื่นชม อากาศสดชื่น ท้องฟ้าโปร่งหลังฝนเหมาะกับการไปตั้งแคมป์ในสวน สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งสูญเสียบ้านกลับกลายเป็นบรรยากาศสวย ๆ ของอีกคน ความต่างนี้คือหัวใจของฉาก เพราะมันบอกว่าเหตุการณ์เดียวกันอาจหมายถึง 'ความสุนทรีย์' หรือ 'หายนะ' ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ตรงไหนของสังคม

อีกมุมหนึ่งที่น่าคิดคือ ภัยน้ำท่วมมักถูกมองว่าเป็นเรื่อง 'ธรรมดา' ที่เกิดขึ้นทุกปี จนหลายครั้งสังคมและผู้มีอำนาจไม่ให้ความสำคัญ ทั้งที่ผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงและมีทรัพยากรน้อย ความเสียหายจำนวนมากอาจป้องกันได้ถ้ามีการวางระบบและใส่ใจมากพอ การที่หนังเลือกหยิบภาพน้ำท่วมมาเล่าเรื่องชนชั้นจึงทรงพลัง เพราะมันชี้ว่าภัยที่ดูเหมือนธรรมชาติเป็นผู้กำหนด แท้จริงแล้วถูกกำหนดโดยโครงสร้างสังคมด้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related