
SHORT CUT
ต่อลมหายใจ ให้เพลงร็อก!..."Hysteria" ที่เนเน่เล่นยากแค่ไหน และมันสำคัญอย่างไร ? ถอดรหัสความหิน ความยาก และความโหดของเพลงนี้ สู่ปรากฏการณ์ "Nene Effect" และนี่อาจเป็นต่อลมหายใจให้ดนตรีร็อก และกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้งในช่วงเวลาต่อจากนี้
'Hysteria' เพลงที่ เนเน่ (Nene Royal) เล่น มันยากแค่ไหน และมีความสำคัญอย่างไร ? คำถามนี้คือสิ่งที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นลำดับแรกเมื่อเด็กสาวชาวไทยเลือกบทเพลงนี้มาแสดงบนเวทีระดับโลก ใน Americas got talent ในแง่ของความยาก Hysteria เปรียบเสมือนบททดสอบสุดหินของนักดนตรี
มันไม่ได้เรียกร้องเพียงความรวดเร็วและทักษะการเล่นที่แม่นยำระดับ Rock Machine แต่ยังต้องการพละกำลังในการขับเคลื่อน สาดอารมณ์ความคลั่ง (Hysteria) ให้ออกมาตรึงคนดู
การที่ศิลปินวัย 16 ปีสามารถตีความความหนักหน่วงของเพลงร็อกยุค 2000s แล้วดึงเอาข้อจำกัดเหล่านั้นมาเป็นพื้นที่โชว์ของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและเต็มไปด้วยความกล้าหาญอย่างที่น่ายกนิ้วชื่นชม
หากย้อนกลับไปดูประวัติ และต้นกำเนิดของเพลงนี้ เพลง "Hysteria" ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2003 ในฐานะซิงเกิลที่สามจาก อัลบั้ม 'Absolution' ของวงร็อกสัญชาติอังกฤษ มิวส์ (Muse) จุดเริ่มต้นความคลาสสิกนี้เกิดจากการแจมกันระหว่างการซาวด์เช็ก เมื่อ แมตต์ เบลลามี (Matt Bellamy) ทดลองเล่นริฟฟ์สไตล์บลูส์ ก่อนที่ คริส โวลส์เทนโฮล์ม (Chris Wolstenholme) มือเบสประจำวง จะหยิบมันมาดัดแปลงให้กลายเป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น ที่รัวดุดันเหมือนปืนกล เนื้อหาของเพลงบอกเล่าถึงความลุ่มหลงและการหมกมุ่นจนกัดกินจิตใจ ซึ่งในการบันทึกเสียง คริสได้ใช้เอฟเฟกต์ Fuzz และ Distortion แยกสัญญาณเสียงเบสอย่างซับซ้อน ผสมผสานจนได้โทนเสียงที่หนาลึกราวกับซินธิไซเซอร์ขนาดยักษ์
ความสำคัญของ Hysteria ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเพลงฮิตติดชาร์ต แต่เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของเพลงร็อกที่ 'พลิก' บทบาทของกีตาร์เบส จากเครื่องดนตรีที่คอยคุมจังหวะอยู่เบื้องหลัง
เพลงนี้ดันเบสขึ้นมาเป็นตัวเอกที่ดำเนินเรื่องอย่างเกรี้ยวกราดตลอดทั้งเพลง สื่อดนตรีระดับโลกอย่าง MusicRadar และนิตยสาร Guitar World ต่างยกย่องและโหวตให้เบสไลน์ของเพลงนี้เป็นหนึ่งใน "เบสไลน์ที่ดีที่สุดตลอดกาล"
นอกจากนี้ Hysteria ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความแม่นยำในสไตล์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (Sequencer) เข้ากับความดิบเถื่อนของการเล่นสดด้วยฝีมือมนุษย์ (Human Arpeggiator) จนเกิดเป็น Dance-Rock Groove ที่ส่งอิทธิพลต่อโครงสร้างเพลงสมัยใหม่
สิ่งที่เนเน่ รอยัลทำเอาไว้ ส่งผลอย่างไรต่อโลกออนไลน์และอุตสาหกรรมดนตรี ?
คำตอบคือสิ่งที่เรียกว่า "Nene Effect" เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำให้แฟนเพลงรุ่นใหม่กลับไปค้นหาเพลง Zombie ของ The Cranberries จากการแสดงครั้งแรก
การแสดง Hysteria ของเธอไม่ใช่แค่การคัฟเวอร์เพลงเก่า แต่เป็นการใช้ Showmanship ตีความบทเพลงใหม่ผ่านตัวตนของเด็กสาวจากภูเก็ต
ศิลปินที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างผลงานใหม่ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเวลา ส่งต่อความยิ่งใหญ่จากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง เธอทำให้ผู้ฟัง Gen Z ที่อาจเกิดไม่ทันปี 2003 ต้องพิมพ์ค้นหาชื่อวง Muse และเรียนรู้ว่าเสียงเบสของ Chris Wolstenholme นั้นยอดเยี่ยมเพียงใด (รวมไปถึง คนที่เกิดไม่ทันเพลง Zombie ของ The Cranberries ก็อาจจะกลับไปหาฟังกันอีกจำนวนมาก )
ผลกระทบระดับโลกที่เกิดขึ้น คือการพิสูจน์ว่าดนตรีไม่มีพรมแดนของเวลาหรือภาษา
สิ่งที่เนเน่ทำนั้น เนเน่ได้เปลี่ยนความทรงจำของดนตรีร็อกบนเวทีเกาะอังกฤษเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ให้กลายเป็นโชว์ร่วมสมัยที่กระตุ้นให้ใครหลายคนอยากหยิบกีตาร์หรือเบสขึ้นมาแกะเพลงอีกครั้ง เธอไม่ได้แค่กำลังแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เธอกำลังทำให้โลกเห็นว่า จิตวิญญาณของดนตรีร็อกยังคงทรงพลังและเท่เสมอ
เพลงร็อก แท้จริงแล้วมันไม่เคยตายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยศิลปินที่มีคุณสมบัติของความเป็น Rockstar มากพอ ที่จะปลุกกระแสไฟนั้นให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง และพร้อมที่จะเป็นไฟไหม้ลามทุ่งอุตสาหรกรรมเพลงร็อก!