svasdssvasds

ปณิธานปีใหม่ ธรรมเนียมเก่าแก่กว่า 4,000 ปี จากเทพเจ้า ถึงตัวเรา

ปณิธานปีใหม่ ธรรมเนียมเก่าแก่กว่า 4,000 ปี จากเทพเจ้า ถึงตัวเรา

ปณิธานปีใหม่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกยุคใหม่ แต่คือธรรมเนียมที่มนุษย์สืบทอดกันมากว่า 4,000 ปี ตั้งแต่การให้คำมั่นกับเทพเจ้า จนถึงการสัญญากับตัวเอง

SHORT CUT

  • ปณิธานปีใหม่มีต้นกำเนิดยาวนานกว่า 4,000 ปี เริ่มจากชาวบาบิโลเนียโบราณที่ให้คำมั่นสัญญากับเทพเจ้าในช่วงขึ้นปีใหม่ เพื่อขอความคุ้มครองและความโชคดีตลอดปี
  • แนวคิดนี้ถูกสืบทอดและปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ตั้งแต่โรมันโบราณ ยุคคริสต์ศาสนา จนถึงพิธีทางศาสนาอย่าง Watch Night Service ปณิธานปีใหม่ถูกใช้เป็นช่วงเวลาทบทวนตนเองและตั้งใจทำสิ่งที่ดีขึ้น
  • ปัจจุบันปณิธานปีใหม่กลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น จากการสัญญากับเทพเจ้า กลายเป็นการสัญญากับตัวเอง เน้นการพัฒนาตนเอง แม้หลายคนจะทำไม่สำเร็จ แต่ธรรมเนียมนี้ก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ปณิธานปีใหม่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกยุคใหม่ แต่คือธรรมเนียมที่มนุษย์สืบทอดกันมากว่า 4,000 ปี ตั้งแต่การให้คำมั่นกับเทพเจ้า จนถึงการสัญญากับตัวเอง

“ปณิธานปีใหม่” จริง ๆ แล้ว แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย แต่มนุษย์ทำกันมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว

ชาวบาบิโลเนียโบราณมักถูกยกให้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่มีแนวคิดคล้ายปณิธานปีใหม่ พวกเขายังเป็นผู้จัดงานฉลองขึ้นปีใหม่ที่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกด้วย เพียงแต่ปีใหม่ของชาวบาบิโลเนียไม่ได้เริ่มในเดือนมกราคมเหมือนปัจจุบัน แต่เริ่มในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูก

ในช่วงขึ้นปีใหม่ ชาวบาบิโลเนียจะจัดเทศกาลทางศาสนาครั้งใหญ่ชื่อว่า “อาคิตู” (Akitu) ยาวนานถึง 12 วัน ภายในเทศกาลนี้จะมีการสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ หรือยืนยันความจงรักภักดีต่อกษัตริย์องค์เดิม นอกจากนี้ ผู้คนยังให้คำมั่นสัญญากับเทพเจ้าว่าจะชำระหนี้สิน และนำของที่ยืมผู้อื่นไปคืน คำสัญญาเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของปณิธานปีใหม่ในปัจจุบัน หากใครรักษาสัญญาได้ เทพเจ้าก็จะมอบความคุ้มครองและโชคดีตลอดปี แต่ถ้าผิดคำพูด ก็เชื่อกันว่าจะตกจากความโปรดปรานของเทพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ปณิธานปีใหม่ ธรรมเนียมเก่าแก่กว่า 4,000 ปี จากเทพเจ้า ถึงตัวเรา

แนวคิดทำนองเดียวกันนี้ยังพบในกรุงโรมโบราณ หลังจากจักรพรรดิจูเลียส ซีซาร์ ปรับปรุงปฏิทิน และกำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ราวปี 46 ก่อนคริสตกาล เดือนมกราคมตั้งชื่อตาม “เจนัส” เทพสองหน้า ผู้เป็นสัญลักษณ์ของประตูและทางผ่าน ชาวโรมันเชื่อว่าเจนัสมองย้อนกลับไปยังปีที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้าสู่อนาคต ดังนั้นในวันปีใหม่ พวกเขาจะถวายเครื่องบูชาแด่เทพองค์นี้ และให้คำมั่นว่าจะประพฤติตนดีในปีต่อไป

ปณิธานปีใหม่ ธรรมเนียมเก่าแก่กว่า 4,000 ปี จากเทพเจ้า ถึงตัวเรา

เมื่อเข้าสู่ยุคคริสต์ศาสนา วันขึ้นปีใหม่กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวนตนเอง ผู้คนใช้โอกาสนี้คิดถึงความผิดพลาดในอดีต และตั้งใจจะเป็นคนที่ดีขึ้น ในปี ค.ศ. 1740 บาทหลวงชาวอังกฤษชื่อ จอห์น เวสลีย์ (John Wesley) ผู้ก่อตั้งนิกายเมธอดิสต์ ได้ริเริ่มพิธีที่เรียกว่า “Covenant Renewal Service” ซึ่งมักจัดในคืนส่งท้ายปีเก่าหรือวันปีใหม่ พิธีนี้ประกอบด้วยการอ่านพระคัมภีร์ ร้องเพลงสรรเสริญ และการอธิษฐาน ถือเป็นทางเลือกทางจิตวิญญาณแทนการเฉลิมฉลองแบบสนุกสนานเสียงดัง ปัจจุบันพิธีลักษณะนี้ยังคงได้รับความนิยม โดยเฉพาะในคริสตจักรโปรเตสแตนต์และชุมชนชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งคืนวันสิ้นปีมักใช้ไปกับการสวดมนต์และตั้งปณิธานสำหรับปีใหม่

 จอห์น เวสลีย์ (John Wesley)

แม้ปณิธานปีใหม่จะมีรากฐานจากศาสนา แต่ในปัจจุบันมันกลายเป็นเรื่องทางโลกมากขึ้น คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้สัญญากับเทพเจ้าอีกต่อไป แต่ให้สัญญากับตัวเอง และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตนเองล้วน ๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงทำไม่สำเร็จ งานวิจัยหนึ่งพบว่า แม้ชาวอเมริกันราว 45% จะตั้งปณิธานปีใหม่เป็นประจำ แต่มีเพียงประมาณ 8% เท่านั้นที่ทำได้ตามเป้าหมายจริง ๆ

ถึงอย่างนั้น สถิติที่ไม่น่าประทับใจนี้ก็คงไม่ทำให้ผู้คนเลิกตั้งปณิธานง่าย ๆ เพราะในท้ายที่สุด มนุษย์เราก็ฝึกฝนการ “ตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่” กันมานานกว่า 4,000 ปีแล้วนั่นเอง

ที่มา : nationalgeographic

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

 

related