svasdssvasds

เทรนด์งดดื่มแอลกอฮอล์มาแรง เน้นสังสรรค์แบบมีสติ บาลานซ์ชีวิต

เทรนด์งดดื่มแอลกอฮอล์มาแรง เน้นสังสรรค์แบบมีสติ บาลานซ์ชีวิต

คนรุ่นใหม่เมินแอลกอฮอล์ หันมาเลือกการสังสรรค์แบบมีสติ เพื่อสุขภาพและความสมดุลของชีวิต ไลฟ์สไตล์ใหม่ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

SHORT CUT

  • คนรุ่นใหม่และหลายช่วงวัยหันมาลด–ละ–เลิกแอลกอฮอล์ ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่เพราะให้ความสำคัญกับสุขภาพ สมดุลชีวิต และแนวคิด Social Wellness มากขึ้น ทำให้เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ได้รับความนิยมสูง
  • งานวิจัยและผลสำรวจชี้ชัดว่า Gen Z และบางส่วนของ Gen Y มีอัตราการดื่มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2000 สะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมจาก “ดื่มเพื่อสังคม” เป็น “เลือกเพื่อสุขภาพ”
  • ผู้บริโภคมองว่าได้ทั้งรสชาติ ภาพลักษณ์ และประสบการณ์การเข้าสังคมโดยไม่กระทบสุขภาพ ส่งผลให้แบรนด์ NA ขยายบทบาทผ่านอีเวนต์ คอนเสิร์ต และกิจกรรมต่างๆ ทำให้การดื่มแบบมีสติเป็นเรื่องปกติและสนุก

คนรุ่นใหม่เมินแอลกอฮอล์ หันมาเลือกการสังสรรค์แบบมีสติ เพื่อสุขภาพและความสมดุลของชีวิต ไลฟ์สไตล์ใหม่ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

ทุกวันนี้การตัดสินใจดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ หรือ Non-Alcoholic Beverages (NA) กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ไม่ว่าจะเป็นคนเจนไหนๆ ต่างก็ให้ความสนใจกันไม่น้อย ทำให้การสังสรรค์ในปัจจุบันนี้ “เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์” กลายเป็นตัวเลือกที่ใครหลายคนให้ความสนใจ จนเรียกได้ว่าเป็นนิยามใหม่ของ Social Wellness

ส่วนหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ก็คือ แคมเปญ “Dry January” ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2014 เป็นการรณรงค์ให้คนอังกฤษ งดแอลกอฮอล์ในเดือนมกราคมทั้งเดือน แม้จะเป็นในช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ก็ตาม และในเดือนมกราคมปีนั้นมีชาวอังกฤษกว่า 17,000 คน หยุดดื่มแอลกอฮอล์ไปได้

ข้อมูลจาก National Institute of Alcohol Abuse and Alcoholism ระบุว่า โดยรวมแล้วการบริโภคแอลกอฮอล์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่การวิจัยจาก National Institute on Drug Abuse พบว่า การดื่มตลอดชีวิต การดื่มในเดือนที่ผ่านมา และการดื่มในปีที่ผ่านมาในกลุ่มคนอายุน้อย เริ่มลดลงตั้งแต่ราวปี 2000 แนวโน้มลดลงนี้ส่งผลชัดเจนต่อ Gen Z และบางส่วนของ Gen Y ด้วย

นอกจากนี้ผลสำรวจ Gallup เมื่อปี 2023 ยังพบว่า สัดส่วนผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 35 ปีที่บอกว่าตนดื่มแอลกอฮอล์ ลดลง 10% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จาก 72% (ปี 2001–2003) เหลือ 62% (ปี 2021–2023) 

“เห็นได้ชัดว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ไม่สนใจแอลกอฮอล์เท่าคนรุ่นก่อน และมีแนวโน้มมองว่าเสี่ยงต่อสุขภาพ รวมถึงเข้าร่วมแคมเปญงดดื่มอย่าง Dry January มากกว่า” George F. Koob จากสถาบัน NIAAA ระบุ 

เทรนด์งดดื่มแอลกอฮอล์มาแรง เน้นสังสรรค์แบบมีสติ บาลานซ์ชีวิต

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ Gen Z ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงก็มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่ง Joy Bauer ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและไลฟ์สไตล์สุขภาพแบ่งไว้ดังนี้

1. กฎหมายและข้อกำหนด

กฎหมาย National Minimum Drinking Age Act ปี 1984 กำหนดอายุซื้อหรือครอบครองแอลกอฮอล์ที่ 21 ปี โดยที่ก่อนหน้านั้นอายุขั้นต่ำอยู่ที่ 18 ปี

2. ภาพลักษณ์ทางสังคมของแอลกอฮอล์เปลี่ยนไป

คนรุ่น Baby Boomers โตมากับวัฒนธรรมการดื่มหนัก ทำให้ดื่มมากกว่า รวมถึงก่อนหน้านี้เคยมีเทรนด์ว่าการดื่มคือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ใหญ่และความหรูหรา 

3. การเพิ่มขึ้นของกัญชา

หลังจากเกือบครึ่งหนึ่งของรัฐในสหรัฐฯ มีกัญชาถูกกฎหมายเพื่อสันทนาการ และเกือบ 80% ของชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีร้านจำหน่ายกัญชา และเริ่มมีเครื่องดื่มผสมกัญชาทำตลาดกับคนรุ่นใหม่ แม้ยังไม่ชัดว่ากัญชาแทนที่แอลกอฮอล์หรือไม่ แต่ข้อมูลปี 2023 พบว่า 36.5% ของคนอายุ 18–25 ใช้กัญชาในปีที่ผ่านมา

4. พฤติกรรมการเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป

ส่วนหนึ่งเพราะแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดเชิงสังคม ดังนั้นการพบปะกันน้อยลงทำให้การดื่มลดลงตามไปด้วย ข้อมูล U.S. Surgeon General พบว่า เวลาที่ผู้คนใช้เจอเพื่อนแบบตัวต่อตัว ลดจาก 30 ชั่วโมง/เดือน ในปี 2003 เหลือ 10 ชั่วโมง/เดือน ในปี 2020 และลดลงมากที่สุดในวัย 15–24 ปี

5. คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

คนรุ่นใหม่สนใจไลฟ์สไตล์สุขภาพมากกว่ารุ่นก่อน และการตลาดแอลกอฮอล์ก็ปรับตาม เน้นไปที่การดื่มให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่มีความสมดุล ไม่เหมือนกับการตลาดยุค Gen X ที่เน้นปาร์ตี้หนักๆ

เทรนด์งดดื่มแอลกอฮอล์มาแรง เน้นสังสรรค์แบบมีสติ บาลานซ์ชีวิต

ไม่ใช่แค่ Gen Z เท่านั้นที่ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง แต่ยังมีคนอีกหลายรุ่นที่มองว่าการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้น นอกจากนี้ยังมองเหตุผลด้านสุขภาพมากขึ้น เช่น การนอนหลับที่ดีขึ้น สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น น้ำหนักอาจลดลง และมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น เป็นต้น ไปจนถึงประโยชน์ที่มองไม่เห็น เช่น ความดันโลหิตลดลง และความเสี่ยงมะเร็งหรือโรคเรื้อรังบางชนิดลดลง

จากข้อมูลของ Forbes ระบุว่ามีงานวิจัยที่พบว่า ผู้หญิงอายุ 40–60 ปี ที่งดดื่ม 1 เดือน ในช่วงแคมเปญ Dry January นอนหลับได้ดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง และคิดได้เฉียบคมขึ้น อีกการศึกษาหนึ่งในผู้ที่ดื่มหนักกว่า 21,000 คน พบว่าการลดการดื่มช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น สโตรก ได้ 23% ฃ

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงก็คือเรื่อง Self-Care ผู้บริโภคจำนวนมากต้องการใช้ชีวิตอย่างสมดุลมากขึ้น เกือบ 49% ของชาวอเมริกันพยายามดื่มน้อยลง และในช่วงปี 2022–2024 มีผู้บริโภคเครื่องดื่ม Non-Alcohol เพิ่มขึ้น 37 ล้านคน และ Low-Alcohol เพิ่มขึ้น 36 ล้านคน สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้แค่ดื่มน้อยลง แต่ต้องการใช้ชีวิตได้เต็มที่มากขึ้น

นอกจากเรื่องของสุขภาพแล้วผู้บริโภคที่เริ่มหันมาดื่มเครื่องดื่มไม่ใส่แอลกอฮอล์มองว่าได้รับรสชาติและภาพลักษณ์ดีไปพร้อมๆ กัน ทำให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เน้นความสมดุล มีส่วนผสมช่วยเรื่องอารมณ์ สมาธิ ความเครียด และมองว่ายังสนุกกับการดื่มได้และไม่แฮงก์ในวันถัดไป

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเทรนด์นี้ก็คือมันไม่ได้จำกัดแค่คนรุ่นใหม่เท่านั้น เพราะจากผลการวิจัยข้างต้นก็ทำให้เห็นแล้วว่าอายุของผู้ที่เริ่มงดดื่มแอลกอฮอล์ครอบคลุมไปถึงอายุ 60 ปี เพราะมองว่ายังทำให้พวกเขาสามารถเข้าสังคมได้เต็มที่ ทำให้แบรนด์เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ต่างๆ เริ่มพยายามสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค เช่น การร่วมมือกับคอนเสิร์ต หรืองานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและทำให้การดื่มแบบมีสติ เป็นเรื่องปกติ สนุก และเข้าถึงได้ 

ที่มา : forbes และ time 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 

related