
SHORT CUT
ทำไมหลายคนถึงอ่านหนังสือได้ดีขึ้นในวันหยุด เพราะเมื่อความเร่งรีบลดลง ใจจึงมีพื้นที่มากพอจะกลับไปจดจ่อกับหนังสืออีกครั้ง
เมื่อชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยงาน และเรื่องที่ต้องรับผิดชอบไม่รู้จบ การอ่านหนังสือจึงกลายเป็นกิจกรรมที่หลายคน ‘อยากทำ’ แต่ไม่ค่อย ‘ได้ทำจริง’ หนังสือหลายเล่มถูกซื้อมาอย่างตั้งใจ วางไว้ข้างเตียงหรือบนโต๊ะทำงาน พร้อมความหวังว่าสักวันจะได้เปิดอ่านอย่างจริงจัง ทว่าในความเป็นจริง เรามักอ่านได้เพียงไม่กี่หน้า ก่อนจะปล่อยให้มันถูกทิ้งไว้กลางกองธุระของชีวิตประจำวัน จนกระทั่งวันหยุดยาวมาถึง หนังสือเล่มเดิมกลับถูกหยิบใส่กระเป๋าไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ และครั้งนี้ หลายคนก็อ่านมันได้จริง ๆ
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่สมองและความรู้สึกของเราทำงาน ในทางทฤษฎี การอ่านดูเหมือนเป็นการพักผ่อนที่เรียบง่าย แค่มีเวลาเงียบ ๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การอ่านต้องแข่งขันกับสิ่งรบกวนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนจากงาน แชตกลุ่ม ภาระในบ้าน หรือแม้แต่แรงกดดันภายในใจที่บอกเราว่า เวลาว่างควรเอาไปทำสิ่งที่ ‘มีประโยชน์’ มากกว่า ทำให้แม้เราจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง ใจก็ยังไม่ว่างพอจะจมลงไปกับหนังสืออย่างแท้จริง
อีกเหตุผลสำคัญคือ การอ่านต้องการสมาธิที่ต่อเนื่องพอสมควร กว่าที่คนเราจะเริ่มอินกับเนื้อหา สมองต้องมีช่วงเวลาที่ไม่ถูกรบกวน แต่ชีวิตยุคดิจิทัลกลับผลักเราให้สลับความสนใจไปมารวดเร็วตลอดทั้งวัน จึงไม่แปลกที่หลายครั้งเราหยิบหนังสือขึ้นมาแล้วอ่านไม่ต่อเนื่อง จนสุดท้ายเลือกเลื่อนหน้าจอมือถือแทน เพราะมันง่ายกว่า ไม่ต้องใช้แรงตั้งต้นมากเท่าการอ่านหนังสือจริง ๆ บางคนยังเติบโตมากับความเชื่อว่าเราจะพักได้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าการนั่งอ่านหนังสือเล่นๆ เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ทั้งที่แท้จริงแล้ว นั่นอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการพักใจที่จำเป็นมาก
แต่วันหยุดทำให้เงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนไป เมื่อความเร่งรีบลดลง ภาระในหัวเบาบางลง ระบบประสาทของเราก็ค่อย ๆ คลายตัว ความคิดที่เคยฟุ้งกระจายเริ่มนิ่งขึ้น พอไม่มีเรื่องจุกจิกวิ่งชนเราตลอดเวลา การอ่านจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนทำอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นกิจกรรมที่เรา 'เข้าไปอยู่กับมันได้' อย่างแท้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงอ่านหนังสือได้มากขึ้นในช่วงท่องเที่ยวหรือพักร้อน เพราะไม่ใช่แค่มีเวลา แต่เป็นเพราะใจมีพื้นที่ว่างมากพอ
ในเชิงจิตวิทยา การอ่านยังเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เรียกว่า 'โฟลว์' หรือภาวะที่เราจดจ่ออยู่กับบางสิ่งอย่างเต็มที่จนลืมเวลา การอ่านหนังสือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่พาเราเข้าสู่สภาวะนี้ได้ดีมาก แต่โฟลว์จะเกิดขึ้นยาก หากเรายังอยู่ท่ามกลางการขัดจังหวะไม่รู้จบ ตรงกันข้าม วันหยุดมักมอบจังหวะชีวิตที่ช้าลง ความรู้สึกเร่งด่วนลดลง และทำให้สมองสามารถค่อย ๆ ลื่นไหลเข้าสู่โลกของหนังสือได้ง่ายขึ้น การอ่านในช่วงนั้นจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นทางกลับไปสู่จินตนาการ การใคร่ครวญ และการปล่อยใจล่องลอย ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในที่ชีวิตประจำวันมักเปิดโอกาสให้น้อยมาก
อย่างไรก็ตาม หลายคนก็พบว่าพอกลับจากทริป การอ่านก็หายไปอีกครั้ง หนังสือที่อ่านค้างไว้ในวันหยุดถูกวางลง แล้วชีวิตเดิมก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว แต่บางทีประสบการณ์การอ่านในช่วงพักผ่อนอาจกำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา มันอาจไม่ได้บอกว่าเราขี้เกียจอ่าน หรือไม่มีวินัยมากพอ แต่อาจกำลังบอกว่าในชีวิตประจำวัน เราแทบไม่เคยจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การอ่านเกิดขึ้นเลยต่างหาก
หากอยากพานิสัยการอ่านแบบวันหยุดกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน บางทีอาจไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าใหญ่โต แค่เริ่มจากการกันเวลาเงียบ ๆ ให้ตัวเองวันละ 15 นาที วางหนังสือไว้ใกล้มือ และลองแทนที่การไถหน้าจอแบบไร้จุดหมายด้วยการอ่านเพียงไม่กี่หน้า ก็อาจช่วยให้จังหวะบางอย่างค่อย ๆ กลับมาได้เช่นกัน ที่สำคัญคือเลือกอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับพลังงานของตัวเองในตอนนั้น ไม่ใช่เลือกจากภาพฝันว่าเรา 'ควร' อ่านอะไร เพราะยิ่งรู้สึกว่าการอ่านเป็นภารกิจ มันก็ยิ่งห่างจากความสุขเดิมของมันออกไป
ที่มา : cntravellerme
ข่าวที่เกี่ยวข้อง