
SHORT CUT
เปิดพฤติกรรม Gen Z -คนรุ่นใหม่ เร่งรีบ ไม่อยากซักผ้าเองที่บ้าน เพราะไม่ตอบโจทย์ชีวิต ดันธุรกิจร้านสะดวกซัก 1.6 หมื่นล้านบาท โต อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าลงทุน
สังคมไทยทุกวันนี้ โดยเฉพาะชีวิตในเมืองใหญ่ เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ผู้คนต้องแข่งขันกับเวลา ตั้งแต่ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงานหนัก เรียนหนัก กว่าจะกลับถึงบ้านก็แทบหมดแรงใช้ชีวิต ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทุกอย่างต้อง ‘เร็ว สะดวก และจบได้ในที่เดียว’ เพื่อช่วยประหยัดเวลาให้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน ที่หลายคนเลือกสั่งเดลิเวอรีแทนการทำอาหารเอง เรื่องเที่ยวที่ต้องวางแผนแบบรวดเร็ว หรือการช้อปปิ้งที่ย้ายจากห้างไปอยู่บนหน้าจอมือถือ ขณะที่อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตเงียบ ๆ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ก็คือ ‘ร้านสะดวกซัก’
เพราะสำหรับคนยุคนี้ การซักผ้าเองอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หลายคนไม่มีเวลาซัก ตาก พับ หรือบางคนอาศัยอยู่คอนโด ห้องเช่าพื้นที่จำกัด การมีเครื่องซักผ้าส่วนตัวจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นเหมือนในอดีต ทำให้ร้านสะดวกซักกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ประหยัดเวลา และเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการจัดการทุกอย่างให้จบได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
จากเดิมที่ร้านซักผ้าเป็นเพียงธุรกิจเล็ก ๆ ในชุมชน วันนี้โมเดล ‘ร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง’ กำลังเติบโตเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่แข่งขันกันดุเดือด ทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ ต่างเร่งขยายสาขา เจาะทำเลใกล้คอนโด มหาวิทยาลัย และย่านออฟฟิศ สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความสะดวกสบาย’ ได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการใช้ชีวิตคนไทยยุคใหม่ไปแล้ว
วันนี้มาส่องตลาดภาพรวมตลาดร้านสะดวกซัก ที่มีขนาดใหญ่มากมีมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งงานวิจัยเรื่อง โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันในธุรกิจแฟรนไชส์ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ โดย ‘กมลนัทธ์ ชวลิตธิติกร’ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักยังเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ที่เร่งรีบ ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และช่วยประหยัดเวลา ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการร้านสะดวกซักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็สนใจลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ เพราะสามารถเริ่มธุรกิจได้ง่ายและมีระบบสนับสนุนจากเจ้าของแบรนด์ โดยพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ ‘ราคาถูก’ แต่ให้ความสำคัญกับความสะอาดของเครื่องซัก-อบผ้า คุณภาพการบริการ ความสะดวกสบายภายในร้าน บรรยากาศที่ดี ระบบชำระเงินที่หลากหลาย รวมถึงบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ เทคโนโลยี และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
พามาดูความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร ร้านสะดวกซักอัตโนมัติ “CODE CLEAN” รุกตลาดต่อเนื่อง ชูจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ระบบหลังบ้าน บริการหลังการขาย มุ่งเป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาวเพื่อสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนให้แฟรนไชส์ซี ล่าสุด ประกาศจับมือ “Primus” แบรนด์เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมระดับสากล เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียม สร้างความมั่นใจให้แฟรนไชส์ซี พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะอาด บริการ ความทันสมัย และความน่าเชื่อถือ ตั้งเป้าเพิ่มสาขาอีก 500 สาขา ภายใน 3-5 ปี
‘ณพัฒน์ เบญญศรี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอชแอนด์โก จำกัด ผู้ให้บริการร้านสะดวกซักอัตโนมัติ และผู้ให้บริการธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ CODE CLEAN กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดร้านสะดวกซักในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง โดยมีผู้ประกอบการกว่า 50 แบรนด์ ทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกมากขึ้น และพิจารณาปัจจัยในการลงทุนรอบด้านมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญ คือ คุณภาพของระบบบริหารจัดการ เทคโนโลยี และการสนับสนุนในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ CODE CLEAN ให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ โดย CODE CLEAN ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น Tech-Driven Laundry Franchise และพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับแฟรนไชส์ซีในระยะยาว โดยได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ระบบหลังบ้าน บริการหลังการขาย เพื่อช่วยให้การบริหารร้านง่ายขึ้น และสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน
หลายคนมองว่าธุรกิจร้านสะดวกซักคือการซื้อเครื่องมาตั้งแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จของธุรกิจนี้อยู่ที่ระบบบริหารจัดการหลังบ้าน การดูแลลูกค้า และการแก้ปัญหาได้แบบเรียลไทม์ เราจึงลงทุนกับเทคโนโลยีและทีมซัพพอร์ตอย่างจริงจัง นายณพัฒน์ กล่าว
หนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นหัวใจหลักของ CODE CLEAN คือ การพัฒนาระบบ Central Payment ที่เชื่อมการทำงานของเครื่องซัก เครื่องอบ และตู้จำหน่ายสินค้าเข้าไว้ในจุดเดียว รองรับการชำระเงินหลากหลายรูปแบบ ทั้งเงินสด สแกนจ่าย และระบบสะสมคะแนน ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้สะดวกขึ้น และลดภาระการจัดการเงินสดของเจ้าของร้าน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ Dashboard หลังบ้าน ที่ช่วยให้เจ้าของร้านควบคุมการดำเนินงาน ตรวจสอบยอดขาย และสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ มีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ และมีฟังก์ชันวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยลดภาระการบริหารหน้าร้าน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจ
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการวางโมเดลดูแลแฟรนไชส์ซีแบบ Consult & Supportive Partner ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจและมีอัตราการต่อสัญญาแฟรนไชส์สูงถึง 100% โดย CODE CLEAN ดูแลตั้งแต่ก่อนเปิดร้านด้วยการส่งทีมวิศวกรและสถาปนิกช่วยวิเคราะห์พื้นที่และออกแบบร้านที่ได้มาตรฐาน ส่วนช่วงเปิดร้านจะมีการอบรมและส่งเสริมการตลาด หลังเปิดร้านจะมีการให้คำปรึกษาทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด มีบริการ Call Center 24 ชั่วโมง ที่ช่วยดูแลหน้าร้านและจัดการปัญหาเบื้องต้น รวมไปถึงระบบ Preventive Maintenance ที่ช่วยตรวจสอบเครื่องตามวงรอบ เพื่อป้องกันปัญหาเครื่องชำรุดฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีระบบ Centralized Marketing เพื่อวางกลยุทธ์ดึงลูกค้าให้มาใช้บริการ
ความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ CODE CLEAN ได้รับรางวัลรองอันดับหนึ่ง รางวัลนวัตกรรมแฟรนไชส์ยอดเยี่ยม และรางวัล Marketing Excellence Award in B2B Marketing ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้น CODE CLEAN ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Primus แบรนด์เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมระดับสากลจาก Alliance Laundry Systems ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประสบการณ์มายาวนานกว่า 110 ปี การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์โดยนำเครื่อง Primus มาใช้ในร้าน CODE CLEAN ไม่เพียงช่วยเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้แฟรนไชส์ซี และตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาว เนื่องจากเครื่องซักผ้า Primus มีจุดเด่นด้านความทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี และมีเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้แฟรนไชส์ซีคืนทุนเร็วขึ้น และลดต้นทุนคงที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันเรามีสาขาทั่วประเทศรวม 260 สาขา แบ่งเป็นสาขาของบริษัทฯ 60 สาขา แฟรนไชส์ 200 สาขา และจากกลยุทธ์การขยายสาขาของ CODE CLEAN คาดว่าจะทำให้เรามีสาขาเพิ่มอีก 500 สาขา ภายใน 3-5 ปี สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านสะดวกซักยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและการขยายตัวของเมือง ซึ่งผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เลือกร้านสะดวกซักจากราคาเพียงอย่างเดียว
แต่ให้ความสำคัญกับความสะอาด คุณภาพการบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ไปจนถึงความทันสมัยของเครื่อง และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สะท้อนให้เห็นว่า Premium Experience ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ซึ่งความร่วมมือกับ Primus จะช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำในระยะยาว สำหรับนักลงทุนที่สนใจธุรกิจร้านสะดวกซัก สามารถชมนวัตกรรมและพูดคุยแผนธุรกิจกับ CODE CLEAN ได้ที่งาน Thailand Franchise Business Opportunities 2026 ระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 ที่ไบเทค บางนา