Oversharing คืออะไร เมื่อการโพสต์ชีวิตเริ่มเกินเส้นส่วนตัว

Oversharing คืออะไร เมื่อการโพสต์ชีวิตเริ่มเกินเส้นส่วนตัว

แชร์ชีวิตแค่ไหนถึงเรียกว่า “มากเกินไป” เมื่อโซเชียลทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นคอนเทนต์ที่ใครก็อาจมองเห็นได้

SHORT CUT

  • การแชร์มากเกินไปขึ้นอยู่กับบริบท คนดู ความสัมพันธ์ และพื้นที่ที่ใช้สื่อสาร เรื่องเดียวกันอาจเหมาะกับเพื่อนสนิท แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่สาธารณะบนโซเชียล
  • การเปิดเผยความรู้สึกหรือเรื่องส่วนตัวทำให้คนเข้าใจเราและรู้สึกเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่ถ้าแชร์ลึกเกินไป เร็วเกินไป หรือแชร์กับคนที่ไม่ได้พร้อมรับ อาจทำให้ความสัมพันธ์อึดอัดได้
  • ก่อนโพสต์ควรถามว่า เราแชร์เพื่อเชื่อมโยงกับคนอื่น หรือเพื่อเรียกร้องการยอมรับ แชร์แล้วสบายใจขึ้นหรือแย่ลง และเรื่องนี้ควรอยู่บนโลกออนไลน์ หรือควรเก็บไว้เล่าให้คนสนิทฟังเท่านั้น

แชร์ชีวิตแค่ไหนถึงเรียกว่า “มากเกินไป” เมื่อโซเชียลทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นคอนเทนต์ที่ใครก็อาจมองเห็นได้

เมื่อก่อนเวลาเราอยากรู้จักใครสักคน อาจต้องใช้เวลา ต้องพูดคุย ต้องค่อยๆ เห็นนิสัยใจคอผ่านการพบเจอกันจริงๆ แต่วันนี้ การรู้จักใครคนหนึ่งง่ายกว่านั้นมาก เพียงแค่เลื่อนดูหน้าโปรไฟล์คนคนนั้นไม่กี่นาที เราก็พอรู้แล้วว่าเขาชอบกินอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ฟังเพลงแบบไหน รู้สึกเหนื่อยกับงานหรือไม่ หรือแม้แต่กำลังเจอปัญหาอะไรในชีวิต

ทุกวันนี้ เราใช้โซเชียลมีเดียในการเล่าชีวิตประจำวันกันจนเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่มื้อเช้ากินอะไร ถ่ายแก้วกาแฟบนโต๊ะทำงาน บ่นปัญหารถติดระหว่างทาง ไปจนถึงเขียนเล่าความรู้สึกเปราะบางในวันที่เหนื่อยใจ ซึ่งเดิมหลายเรื่องเคยถูกเก็บไว้เล่าเฉพาะกับเพื่อนสนิทหรือครอบครัวเท่านั้น แต่วันนี้เรากลับวางเรื่องราวเหล่านั้นไว้ต่อหน้าคนจำนวนมากบนโลกออนไลน์ โดยที่หลายครั้งเจ้าของเรื่องเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครกำลังมองเห็นมันอยู่บ้าง

Oversharing คืออะไร เมื่อการโพสต์ชีวิตเริ่มเกินเส้นส่วนตัว

การเปิดเผยชีวิตให้คนอื่นเห็นมากขึ้นแบบนี้ กำลังทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนมากขึ้น หรือเรากำลังโหยหาการยอมรับอยู่กันแน่?

การโพสต์ชีวิตส่วนตัวบ่อย ๆ เราเรียกพฤติกรรมนี้ว่า Oversharing หรือการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวมากเกินไป แต่คำว่า 'มากเกินไป' นี่เองที่ซับซ้อน เพราะมันขึ้นอยู่กับบริบท วัฒนธรรม ยุคสมัย ความสัมพันธ์ และพื้นที่ที่เราใช้สื่อสาร เช่น อินฟลูเอนเซอร์อาจแชร์ชีวิตจำนวนมาก เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของงาน ขณะที่คนทั่วไปอาจแชร์เรื่องเดียวกันแล้วถูกมองว่ามากเกินพอดี

โลกออนไลน์ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง 'พื้นที่ส่วนตัว' กับ 'พื้นที่สาธารณะ' เบลอกว่าเดิมมาก สิ่งที่เราเคยเล่าให้เพื่อนฟังเพียงไม่กี่คน ตอนนี้อาจถูกโพสต์ลงแพลตฟอร์มที่มีทั้งเพื่อน คนรู้จัก คนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนที่ระบบอัลกอริทึมพาเข้ามาเห็นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ นักวิจัยด้านสื่อชี้ว่า ปัญหาของโซเชียลมีเดียคือเราไม่ได้ควบคุมผู้ชมได้เต็มที่เสมอไป ต่อให้ตั้งใจแชร์กับคนกลุ่มหนึ่ง เนื้อหานั้นก็อาจไปถึงคนอีกกลุ่มหนึ่งได้

ในแง่จิตวิทยา การแชร์ชีวิตไม่ใช่เรื่องเลวร้ายโดยตัวมันเอง ตรงกันข้าม มนุษย์ต้องเปิดเผยบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ การเล่าว่าเราชอบอะไร คิดอย่างไร หรือกำลังรู้สึกแบบไหน ช่วยให้คนอื่นเข้าใจเรา และช่วยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ ลึกขึ้น ทฤษฎี social penetration theory อธิบายว่า ความสัมพันธ์พัฒนาได้จากการเปิดเผยตัวตนทีละชั้น เริ่มจากเรื่องกว้าง ๆ ก่อน แล้วค่อยลงลึกเมื่อความไว้วางใจเพิ่มขึ้น

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการเปิดเผยนั้นไม่สมดุล เช่น คนหนึ่งเล่าเรื่องลึกมาก ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้พร้อมรับหรือไม่ได้เปิดเผยกลับในระดับใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์อาจสะดุดได้

งานศึกษาที่พบว่า วัยรุ่นที่แชร์เรื่องส่วนตัวบนโซเชียลมาก มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ความต้องการความสนใจ และความผูกติดกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น บางคนรู้สึกเหมือนมีแรงกระตุ้นรุนแรงให้ต้องโพสต์อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่เรียกว่า Sadfishing หรือการโพสต์เรื่องเศร้าและด้านลบเพื่อเรียกความเห็นใจ ซึ่งบางงานวิจัยพบว่าเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการแสวงหาความสนใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าคนที่โพสต์เรื่องเศร้าคือคนเรียกร้องความสนใจเสมอไป เพราะบางครั้งโซเชียลมีเดียก็เป็นพื้นที่เดียวที่คนคนหนึ่งรู้สึกว่าพูดออกมาได้ การเผยความเจ็บปวดอาจทำให้ได้รับกำลังใจ ได้พบคนที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายกัน หรือรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง

แต่อีกด้านหนึ่ง การแชร์ชีวิตยังเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพตัวตน นักสังคมวิทยา Erving Goffman เคยอธิบายว่าชีวิตทางสังคมคล้ายการแสดง เรามี 'หน้าเวที' ที่ใช้แสดงตัวตนต่อผู้อื่น และมี 'หลังเวที' ที่เป็นพื้นที่เตรียมตัว พักใจ หรือเป็นตัวเองโดยไม่ต้องถูกมอง เมื่อมองผ่านโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดียคือหน้าเวทีขนาดใหญ่ เราเลือกภาพ เลือกคำ เลือกจังหวะในการนำเสนอตัวเอง ส่วนชีวิตออฟไลน์คือหลังเวทีที่ควรเหลือไว้ให้หายใจ

ปัญหาคือหลายคนเริ่มใช้ชีวิตเหมือนอยู่หน้าเวทีตลอดเวลา ไปกินข้าวก็คิดถึงภาพที่จะถ่าย ไปเที่ยวกับเพื่อนก็คิดถึงสตอรี่ที่จะลง เจอช่วงเวลาสวยงามก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะได้รู้สึกกับมันจริง ๆ นักจิตวิทยาในบทความเตือนว่า การหมกมุ่นกับการเก็บภาพดี ๆ เพื่อลงโซเชียล อาจทำให้เราพลาดความสุขตรงหน้ากับคนที่อยู่ข้าง ๆ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยากขึ้นคือ มาตรฐานของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บัญชีหลักบนอินสตาแกรมอาจเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเลือกภาพดีที่สุด ชีวิตดูเรียบร้อยที่สุด ขณะที่บัญชีส่วนตัวหรือบัญชีลับอาจเป็นพื้นที่สำหรับโพสต์แบบไม่ต้องคิดมาก ระบายมากขึ้น ตลกมากขึ้น หรือเปราะบางมากขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ การมีหลายบัญชีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นวิธีจัดการผู้ชมและจัดการตัวตนในแต่ละบริบท

ดังนั้น Oversharing อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์ต่อวันเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า เรากำลังแชร์กับใคร แชร์เพื่ออะไร แชร์แล้วรู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลง แชร์เพราะอยากเชื่อมโยงกับคนอื่น หรือแชร์เพราะทนความเงียบไม่ได้ และหลังจากโพสต์ไปแล้ว เรายังควบคุมชีวิตตัวเองได้อยู่หรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องตระหนักว่าบางเรื่องอาจงดงามที่สุดเมื่อได้เล่าให้แค่คนสนิทฟังเท่านั้น และมีหลายเรื่องที่เราไม่ควรเล่าให้โลกออนไลน์ฟังเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related