
รู้จักกับตัวตนที่แท้จริง ในวิถีการทำเพลง ของวง Hard Boy ที่เดิมพันชีวิตไว้กับ 'จิตวิญญาณร็อก ตัวตนที่พลุ่งพล่าน ทะลุทะลวง กวน เกรียน แต่จริงใจ ตามสไตล์ร็อกเกอร์
หากมองย้อนกลับไปในรอบ 10-15 ปีที่ผ่านมา วงการเพลงร็อกเคยตกอยู่ในสภาวะซบเซาและสงบนิ่งอยู่พักใหญ่ คลื่นแห่งความร้อนแรงของดนตรีแมสถูกครอบครองด้วยป็อป ฮิปฮอป และซาวด์สังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วงต่างประเทศ และส่งผลมาถึงอุตสาหกรรมดนตรีในไทยด้วย
แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ คลื่นความตื่นตัวใหม่ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ผู้คนยุคใหม่เริ่มหันกลับมาสนใจและโหยหาเสน่ห์ของเพลงร็อกจากหลากหลายยุคสมัยอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนหนึ่งได้รับแรงส่งอย่างน่าสนใจจากปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและกระแสของศิลปินอย่าง 'เนเน่' ที่เข้ามาจุดไฟให้วัยรุ่นเจเนอเรชันใหม่เริ่มเปิดใจและสืบค้นกลับไปหาไลน์กีตาร์โซโลเดือดๆ และเสียงแผดร้องอันทรงพลัง
ในอีกมุมหนึ่ง นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 เป็นต้นมา วงการดนตรีไทยได้ต้อนรับวงดนตรีหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ท่ามกลางวงดนตรีหลายๆสิบวง Hard Boy หัวหน้าหน่วยทะลวงฟันแห่งเพลงร็อก ผู้หาญกล้าปักหลักชูธงแนวดนตรี Hair Band / Glam Rock กลับโดดเด่นออกมาด้วย DNA อันแข็งแกร่ง และสไตล์ที่ 'ชัด' และเรียกได้ว่า พวกเขาเป็นตัวของตัวเองอย่างถึงที่สุด
บ่ายวันศุกร์หนึ่ง สิงหาคม 2026 SPRiNG มีโอกาสได้ สบตากับชาวร็อกที่แท้จริง เราได้มีโอกาสคุยกันผ่านแก้วกาแฟ (เพราะเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะนั่งหลังแก้วสีอำพัน) กับ ภีร์-ภีรพัฒน์ ผู้พัฒน์ (ร้องนำ), ฟลุ๊ค-ศุภกร กรินชัย (กีตาร์), ภู-พฤกษ์ไพบูลย์ (คีย์บอร์ด) และ เล้ง-ธนัช ธเนศจินดารัตน์ (กลอง) 4 สมาชิกจากวง Hard Boy
ในวงสนทนา แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดและในบทสนทนา - เราไม่ได้มากดดันพวกเขาด้วยคำถามเรื่องยอดวิวหรือตัวเลขสถิติ ที่ศิลปินทุกวันนี้ อาจจะถูก 'ความคาดหวัง'
แต่เราจะค่อยๆ นั่งคุยกับพวกเขาแบบสบายๆ ถอดบทสัมภาษณ์ถึงตัวตน การสู้ชีวิตต่อการทำเพลงที่รัก ความฝัน ความหวัง และเหตุผลที่พวกเขายังคงยืนยันจะเล่นเพลงร็อกดิบๆ ซาวน์พลุ่งพล่าน สาดๆความหนักออกไปให้ถึงหูคนฟัง ด้วยหัวใจมนุษย์... ในวันที่ เพลงร็อกเริ่มจะมีผู้คนอ้าแขนต้อนรับมากขึ้น...
ก่อนจะมาอยู่ค่าย เคยเล่น House Band มาก่อน
ก่อนหน้าที่ชื่อของ Hard Boy จะไปปรากฏอยู่ใต้หลังคา ค่ายเพลง BRIDGE ในปัจจุบัน เส้นทางของพวกเขาเริ่มจาก 3 ไทม์ไลน์ที่เต็มไปด้วยการลุย ถ้าเป็นมวยก็คงเป็นประเภทไฟต์เตอร์ ถ้าเป็นฟุตบอลก็คงเป็นพวกเปิดเกมรุก
ยุคแรกคือบททดสอบของการเป็น "House Band" หรือวงเล่นประจำตามร้านกลางคืน ภีร์ เล่าถึงวันแรกที่เขาเดินเข้าไปออดิชั่นแบบไร้เส้นสายหลังจากเดินผ่านร้านหัวมุมย่านตลาดรถไฟรัชดา จนได้เริ่มเล่นประจำ และย้ายมาประจำการต่อที่ร้านดนตรีร็อกในตำนานอย่าง Parking Toys
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกของการเล่นดนตรีกลางคืนไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในวันที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก พวกเขาได้รับ Slot เวลาที่เรียกกันในวงการว่า "รอบปราบเซียน" นั่นคือวันอาทิตย์รอบดึกเวลาเกือบห้าทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มเช็กบิลกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวทำงานในวันจันทร์
"วันแรกๆ ที่เล่น มีลูกค้าอยู่โต๊ะเดียว บางวันมี 3 โต๊ะ 5 โต๊ะ เล่นรอบห้าทุ่มวันอาทิตย์ซึ่งวันรุ่งขึ้นคนต้องไปทำงาน" ภีร์ ย้อนความหลังพร้อมเสียงหัวเราะ "ถามว่าตอนคนน้อยๆ มีผลต่อใจไหม? พวกผมก็มองตาเพื่อนร่วมวงแล้วก็ 'เล่นกันเอง' สนุกกันเองครับ ตอนนั้นเรายังเด็กและยังใสอยู่เลยไม่คิดเยอะ มาสนุกกันเฉยๆ"
ทว่าด้วยพลังและเสน่ห์ของการแสดงบนเวที กลับสามารถมัดใจคนฟัง จนมีกลุ่มแฟนเพลงที่มารอติดตามฟังทุกสัปดาห์ เปลี่ยนบรรยากาศเหงาๆ ในคืนวันอาทิตย์ให้กลายเป็นค่ำคืนที่มีแฟนเพลงประจำเข้ามาแน่นร้านได้สำเร็จ
ไทม์ไลน์ที่สองคือช่วงทำ EP อิสระกันเองโดยไม่มีค่าย ไม่มีสปอนเซอร์ และไร้ซึ่งความคาดหวังใดๆ ในวันที่การเล่นดนตรีสดถูกสั่งห้ามเนื่องจากการระบาดของไวรัส สมาชิกทั้ง 4 คนจับมือกันนำเงินเก็บส่วนตัวจากการเล่นดนตรีที่เคยสะสมไว้ "ลงขัน" รวมกันเป็นหลักแสนบาท เพื่อใช้ในการอัดเสียงและทำมิวสิกวิดีโอเพลงอย่าง Kiss me, baby / Journey of Love และ I Don’t Wanna be Alone
"ตอนนั้นคือไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้สนใจว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แต่พวกเรากลับทำกันแบบจริงจังมาก หุ้นเงินเก็บของวงลงขันกันคนละหมื่นสองหมื่นเพื่อทำ MV” ภีร์เล่า พร้อมกับภูเสริมต่อว่า "มันมีความหนักใจแค่ว่าเราจะทำมันได้ถึงเป้าไหมเท่านั้นเองครับ เพราะเรารู้สึกว่าเราอยากทำอย่างนี้ เราก็ทำ แล้วก็ต้องหาวิธีว่าจะทำยังไงดีวะให้มันได้ขนาดนี้ในงบประมาณที่จำกัด เราต้องคำนวณทรัพยากรทุกอย่างว่าจะเอื้อมไปได้แค่ไหน"
จนกระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่ไทม์ไลน์ที่สาม กับการได้รับการทาบทามเข้าสู่ค่าย Gene Lab โลกของการทำดนตรีของพวกเขาก็เปลี่ยนไป มีอุปกรณ์สตูดิโอที่ดีขึ้น มีทีมงานซัพพอร์ต และไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรขัดสนเหมือนแต่ก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ Hard Boy ยังคงเป็น Hard Boy คือคำยืนยันจากทางค่ายที่บอกกับพวกเขาว่า "ให้ทำเหมือนเดิม ทำสิ่งที่ชอบไป" เพราะค่ายเลือกพวกเขามาในแบบที่พวกเขาเป็นอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงตัวตน ความฝัน และจิตวิญญาณเฉพาะตัวของสมาชิกแต่ละคน และผลงานเพลงของ Hard boy มีมามากกว่า 10 เพลงแล้ว ณ เวลานี้ เราให้พวกเขาเลือกบทเพลงที่เป็น "ตัวแทน" ในการสะท้อนชีวิตและมุมมองของตนเอง ให้มากที่สุด
ฟลุ๊ค (มือกีตาร์) — 'เพลงเด็ก' กับความสุขที่เคยบริสุทธิ์
สำหรับ ฟลุ๊ค มือกีตาร์ผู้มีฝีมือเข้าขั้นฉกาจฉกรรจ์ และเคยเข้าชิงรางวัลมือกีตาร์ยอดเยี่ยมของ The Guitar Man Of The Year ถึง 2 ปีซ้อน เขาไม่ได้เลือกเพลงที่โชว์โซโล่กีตาร์ฮีโร่แบบเดือดดาลตามฝีมือที่ยอดเยี่ยมของเขา แต่กลับเลือกเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งอย่าง "เด็ก"
"มันค่อนข้างตรงกับชีวิตผมพอสมควรครับ" ฟลุ๊ค กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบแต่จริงใจ "มันเป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่มีความสุขกับการเล่นดนตรี สนุกกับชีวิต แต่พอโตขึ้น บางทีความสุขเหล่านั้นมันถูกเจือจางไปกับภาระหน้าที่บางอย่าง มันเป็นเพลงที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเด็กและความสุข ณ วันนั้นครับ"
ฟลุ๊คเล่าว่าความฝันด้านกีตาร์ของเขาในอดีต โดยมีไอคอนอย่างพี่ป๊อป The Sun หรือพี่โอ้ โอฬาร เป็นแรงบันดาลใจ
"แต่ยุคนี้มือโซโล่แนวนี้ ทำไมไม่มีเลยน้อ ? ทำไมกลับหายไป ไม่มีมือกีตาร์เวิร์ดคลาส ระดับไปเล่นกับ พอล กิลเบิร์ต บนเวที อิมโพรไวส์ได้อะไร ขนาดนั้น เราก็อยากไปให้ได้ในระดับนั้น เพื่อเป็นบรรทัดฐาน แบบนักดนตรี มือกีตาร์ประเทศเรา ต้องระดับนี้ ไม่ใช่ ถอยไป ถอยไป อยากขึ้นระดับโลกให้ได้ แต่ในวันนี้เป้าหมายของเขาเติบโตขึ้นไปอีกขั้น "ผมอยากพัฒนาฝีมือไปให้ถึงระดับสากล เพื่อเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่ามือกีตาร์ประเทศเราต้องระดับนี้ ไม่ใช่ถอยหลังลงไป อยากขึ้นไปยืนในระดับโลกให้ได้ครับ"
ภู (มือเบส) — 'I Don’t Wanna Be Alone'
ด้าน ภู มือเบสผู้รับหน้าที่มิกซ์และมาสเตอริ่งเสียง ย้อนกลับไปเลือกเพลงร็อกบัลลาดอย่าง "I Don’t Wanna Be Alone" ซึ่งเป็นเพลงที่ 3 ใน EP ภูบอก "เราใส่หมดทุกอย่างเพื่อให้เป็นร็อกบัลลาดที่ทรงพลังที่สุด เสียงร้องต้องสูง ไลน์กีตาร์ต้องโหด เมโลดี้เครื่องดนตรีต้องสวยงามที่สุด และผมก็รับหน้าที่มิกซ์และมาสเตอริ่งเองจนจบงาน"
ความฝันและมุมมองต่อดนตรีร็อกของภูนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง "ผมอยากบอกว่า ดนตรีร็อกเป็นของทุกคนครับ ใครก็สามารถเป็นชาวร็อกได้ ตัวผมเองไม่ได้เริ่มมาจากคนที่มีพื้นฐานดนตรีที่ดีเลิศอะไร เราอาศัยความบ้าซ้อม ลุยตั้งวงทำกับเพื่อนมา 10 ปีจนยืนอยู่ตรงนี้ได้ ถ้าคนอย่างพวกผมทำได้ น้องๆ รุ่นใหม่ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน ขอแค่กล้าลุย ดนตรีมันไม่มีขอบเขตครับ"
เล้ง (มือกลอง) — เพลง 'Hard Boy' ความถอดสมองที่กลายเป็น Anthem
มือกลองอย่าง เล้ง เลือกร้องเพลงชื่อเดียวกับวงอย่าง "Hard Boy" เพลงที่เกิดขึ้นจากการแจมในห้องซ้อมโดยเอารีเฟอเรนซ์เพลง Take Me to the Top (วง Mötley Crüe) มาสลับท่อนเปลี่ยนจังหวะจนได้ความสนุกที่ปลดแอกจิตวิญญาณ
"ผมชอบบรรยากาศตอนสร้างเพลงนี้ครับ มันเกิดจากการที่เราแจมกันในห้องซ้อมจนเสร็จไปกว่า 80% ตื่นตอนเย็นเมื่อคืนแฮงก์มา แล้วกูปัญญาอ่อน (หัวเราะ) มันเป็นเพลงที่ถอดสมองเล่น สนุกมาก เป็นเหมือน Anthem ที่บอกทุกคนว่า 'เนี่ย... พวกกู! Hard Boy'"
เมื่อถามถึงความหวังและเป้าหมายในฐานะนักดนตรีในวิถีร็อก เล้ง เปรียบเทียบด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า "ศิลปะมันคู่กับความเป็นมนุษย์ครับ หน้าที่ของผมคือบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ต่อไป เล่าเรื่องชีวิต อารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง เพื่อช่วยคลายทุกข์และมอบความสุขให้คนฟัง... ผมอยากให้คนฟังเป็นตัวของตัวเอง อย่าปล่อยให้สื่อต่างๆ หรือใครมาทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวของตัวเอง ไม่ว่าโลกในดนตรีร็อกจะเปลี่ยนไปแบบไหน แต่พวกเราก็ยังเชื่อในสิ่งที่เราทำอยู่"
ภีร์ (นักร้องนำ) — 'ห้อง 8' ชั้นเชิง 'ความห่าม ความจิต' อย่างสร้างสรรค์
ขณะที่ เล้ง ตอบอย่างเรียบๆ แต่ ภีร์ นักร้องนำหักมุม หักอารมณ์ดื้อๆ เลย เพราะภีร์ บอกว่า หากจะพูดถึงบทเพลงที่สะท้อน "มุมที่ไม่ค่อยมีใครรู้ในวงกว้างและความเป็นตัวเอง" ของ ภีร์ได้อย่างแสบที่สุด คงหนีไม่พ้นเพลง "ห้อง 8" (ซึ่งเดิมทีตั้งชื่อไว้ว่า "ห้องตรวจ 8")
ภีร์ หัวเราะลั่นและอารมณ์ดีตลอดเวลาในการเล่าถึงเพลงนี้ ก่อนเปิดเผยว่า
"ผมว่าเพลงนี้มันทะลึ่งมากเลยพี่ (หัวเราะ) จริงๆ ตัวตนผมเป็นคน ทะลึ่งตึงตัง แต่มันไม่ได้ออกสื่อ ซึ่งเพลงห้อง 8 จุดเริ่มต้นมันมาจากท่อนเวิร์สที่ผมร้องว่า 'อา...การ...เป็น...ยัง...ไง' ซึ่งได้ไอเดียมาจากเวลาผู้หญิงอกหักแล้วเราชอบไปถามเชิงกวนๆ ทะลึ่งๆ ว่า 'อาการมันเป็นยังไง ไหนบอกหมอซิ...'"
ภีร์ เล่าต่อถึงเบื้องหลังที่น่าสนใจว่า เนื้อเพลงเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่เขียนส่งค่ายนั้น มีความหวาดเสียวมากกว่านี้
"ตอนแรกผมก็หงุดหงิดใจประมาณหนึ่งนะที่ไม่ได้ปล่อยเวอร์ชั่นดั้งเดิมอย่างที่เราเขียน" ภีร์เล่าต่ออย่างเมามันส์ "แต่พอถึงวันนี้ ผมเข้าใจค่ายนะ วันหนึ่งพอเพลงมันเผยแพร่ไปถึงเยาวชน มันไปกว้างกว่าที่เราคิด แล้วผมคงไม่สบายใจถ้าเห็นเด็กอนุบาลมาร้องเวอร์ชั่นเดิม... มันทำให้เรามีมุมคิดในฐานะ 'ผู้สร้างผลงาน' มากขึ้น ดีแล้วครับที่ค่ายเลือกแบบนั้น ส่วนเนื้อเวอร์ชั่นทะลึ่งเราก็เก็บไว้เล่นสนุกกันในกลุ่มแฟนคลับจริงจังหน้าเวทีแทน"
จากนั้น เรายกประเด็นที่เร่าร้อน และทุกวงสนทนาต่างก็พูดถึงมากที่สุดในวงการดนตรีปี 2026 ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย นั่นคือเรื่องของ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์ดนตรีและแต่งเพลงอย่างแพร่หลาย
ในฐานะนักดนตรีร็อกที่ทุ่มเท ใส่กันสุดในทุกๆ เวทีที่เล่นสด ต่อหน้าแฟนๆ สมาชิกวง Hard Boy เองก็ไม่ได้ต่อต้าน AI อย่างหัวชนฝา แต่มองมันด้วยสายตาของความเป็นจริงและเข้าใจถึงขีดจำกัดของมันอย่างลึกซึ้ง
"ผมมองว่า AI เป็นเครื่องมือ (Tool) ที่ช่วยให้เราทำงานได้สะดวกและเร็วขึ้น" ภีร์ ให้ความเห็น ...
"แต่มันไม่มีทางแทนที่ผลงานที่สร้างจากมนุษย์ได้จริงๆ เพราะคำว่า Artificial มันแปลว่าสิ่งสังเคราะห์ รสชาติสังเคราะห์ เสียงสังเคราะห์ มันไม่มีจิตวิญญาณ เวลาคนเสพงานศิลปิน เขาไม่ได้ฟังแค่เมโลดี้ผ่านหูไป แต่เขาเสพถึงจิตวิญญาณ สตอรี่ และอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมา สิ่งที่ AI แทนไม่ได้คือจิตวิญญาณและความรู้สึกระหว่างที่มนุษย์กำลังถ่ายทอดมันออกมา"
เล้ง มือกลอง เติมประเด็นที่น่าขบคิดและน่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ฟังในยุคปัจจุบันว่า เด็กเจเนอเรชันใหม่เริ่มแยกแยะออก และเกิดอาการ "เอียน" ผลงานสังเคราะห์ในโซเชียลแล้ว
"เด็กสมัยนี้เวลาเจอคลิป AI เขาเลื่อนผ่านทันทีเลยนะ" เล้งยกตัวอย่าง "ที่วัยรุ่นหันกลับมาฟังดนตรีสดและเพลงร็อกเก่าๆ กันมากขึ้น ก็เพราะพวกเขาเอียนคลิปและเพลง AI ในโซเชียล มนุษย์เรามีความลึกซึ้งในอารมณ์ อย่างคำว่า 'สร้างบ้าน' กับ 'ปลูกบ้าน' AI มันไม่เข้าใจความต่างหรอก สร้างบ้านคือสร้างโครงสร้างขึ้นมา แต่ปลูกบ้านมันลึกซึ้งถึงความผูกพันและการตั้งรกราก รายละเอียดระหว่างบรรทัดเหล่านี้มีแต่มนุษย์ที่เข้าใจ"
ขณะที่ ฟลุ๊ค มือกีตาร์ที่สำเนียงกีตาร์เกรี้ยวกราดเหลือเกิน แต่ในวงสนทนาเขาพูดน้อย (แต่ต่อยหนัก) ได้เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับกระแสวิดีโอในโลกออนไลน์ได้อย่างเห็นภาพ "พี่เคยเห็นกระแส 'คลิปหนังจีนกราฟิกแย่ๆ' (เช่น ภาพอนิเม Niu Lai" (牛来 หรือ "วัวมาแล้ว" ) ที่คนเข้าไปดูถล่มทลายทำกำไรมหาศาลไหมครับ? ทั้งที่กราฟิกมันดูแย่มาก นั่นเป็นเพราะผู้คนเอียนกับความเนียนแบบ AI แล้วโหยหาความดิบ ความผิดพลาด และความเป็นธรรมชาติที่เกิดจากฝีมือมนุษย์จริงๆ AI มันพยายามคลิปหรือเจนไลน์โซโล่ที่มนุษย์เคยทำมา แต่มันไม่มี 'จริต' ลูกเล่น หรือความสัปดนตลกขบขันแบบที่มนุษย์จะใส่ลงไปในเพลงได้ มนุษย์เรายังมีพลังที่จะไปได้ไกลกว่าขีดจำกัดของ AI เยอะครับ"
โดยสรุปแล้ว สำหรับ Hard Boy จึงมอง AI เหมือนโปรแกรม เป็นเพียงแค่โปรแกรม Photoshop ที่เอาไว้สเก็ตช์ภาพร่าง หรือใช้ Gen เสียงไกด์เดโม่เพื่อมองเห็นภาพรวม แต่เมื่อถึงเวลาสร้างผลงานจริง "พลังและจิตวิญญาณของมนุษย์" คือสิ่งเดียวที่ทรงคุณค่าพอจะถูกบันทึกลงไปในบทเพลง
จากนั้นเราคุยกันต่อถึง ความเป็นเพลงร็อก ที่แม้จะไม่ใช่ กระแสหลักของโลก เหมือนในอดีต เรื่องแฟชั่นและเทรนด์ดนตรีเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ ในวันที่อัลกอริทึมของ YouTube หรือ TikTok คอยชี้ชะตาว่าเพลงไหนจะปังหรือพัง Hard Boy มีวิธีรักษาเปลวไฟในหัวใจอย่างไร?
เมื่อเราพูดถึงเพลงช้าเนื้อหาดีของวงอย่าง "เธอชอบมันหรือชอบร้องไห้มากกว่ากัน" หรือซิงเกิลใหม่อย่าง "ลืมลบเลือน" ที่ยอดวิวในระบบตัวเลขอาจไม่ได้สูงเท่ากับเพลงฮิตกระแสหลักในตลาด ภู และ ภีร์ ได้ให้คำตอบและมุมมองที่น่าสนใจ
"ใช้คำว่า 'เสียดาย' ดีกว่าครับ ที่ของดีๆ ไม่ได้ไปไกลเท่าที่ควร" ภู บอก
ขณะที่ ภีร์ บอกว่า "ตอนปล่อยเพลงแรกๆ ผมก็รู้สึกนอยด์และแคร์ตัวเลขนะ แต่ถึง ณ ตอนนี้ แต่พอเราปล่อยผลงานมาสิบกว่าเพลง มีทั้งเพลงที่ยอดวิวสูงและยอดวิวน้อย สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ พอไปถึงหน้างาน "เวลาเราไปเล่นสดหน้าเวที คนร้องได้หมดทุกเพลง ร้องเสียงดังมากด้วย" แค่นั้นผมก็มีความสุขมากแล้ว
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายสูงสุดในอนาคต ว่าอยากพาวงดนตรีร็อกวงนี้ไปยืนอยู่ ณ จุดไหน ภีร์ ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าเอาไปคิดต่อ...
"แน่นอนครับว่าการพาวงเติบโตไปอยู่กระแสหลักเป็นเป้าหมายของเรา แต่นั่นไม่ใช่ Priority แรก... Priority แรกสุดคือ เราต้องได้สร้างสรรค์ผลงานดนตรีในแบบที่เราชอบและรักมันจริงๆ เสียก่อน"
ภีร์ นิ่งคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า "ถ้าวันหนึ่ง Hard Boy ไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ผมอยากสร้าง 'Masterpiece' หรือบทเพลงที่เป็นตำนาน ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณที่ดีที่สุดออกมา บทเพลงที่ผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี จนกลายเป็นเพลงคลาสสิก เหมือนเพลงยุคปี 2000 ของพี่ๆ Silly Fools, Big Ass, Bodyslam หรือพี่ป้อมพี่โต๊ะ (ที่เก่ากว่านั้น) ที่ผ่านไปเป็นทศวรรษแล้วเด็กเจเนอเรชันใหม่ก็ยังเปิดฟังและร้องตามได้อยู่ การสร้างเพลงตำนานแบบนั้น มันต้องประณีตและครบรสในทุกองค์ประกอบ ทั้งเนื้อหา เมโลดี้ เมสเสจ และจิตวิญญาณ... นั่นคือสิ่งที่พวกผมสัญญาว่าจะสร้างมันออกมาให้ได้"
ช่วงท้ายของ ยังมีคำถามสำคัญอย่างให้ทุกคน
ในยุคสมัยที่เราถูกล้อมรอบด้วยความสมบูรณ์แบบที่สังเคราะห์ขึ้นอย่างง่ายดาย ยุคที่เราสามารถใช้ AI Gen เสียง ร้องแทนคน หรือเขียนเนื้อเพลงได้ภายในสามวินาที... การได้เห็นวงดนตรีอย่าง Hard Boy ยืนยันในความเป็นตัวของตัวเอง
ยืนยันว่าจะร็อกแบบนี้ เป็น ดนตรีร็อก ไม่เคยตาย และไม่มีวันตาย
เพราะแก่นแท้ของดนตรีร็อก ไม่ใช่แค่เรื่องของทรงผม หรือเสื้อแจ็กเก็ตหนัง แต่มันคือ
"ความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเอง ในโลกที่พยายามสั่งให้เราเหมือนคนอื่น"
เล้ง มือกลองของวง ทิ้งท้ายไว้ได้ดีเลย "หน้าที่ของวงดนตรีคือการเล่าเรื่องราวชีวิต เพื่อช่วยคลายทุกข์และมอบความสุขให้คนฟัง... จงเป็นตัวของตัวเอง และอย่าปล่อยให้สื่อหรืออัลกอริทึมใดๆ มาทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวเราเอง"
ดนตรีร็อกอาจไม่ใช่กระแสหลักของโลก แต่ Hard Boy ยังขอยืนยันตัวตนที่พลุ่งพล่าน กวน เกรียน แต่จริงใจ! และให้เพลงของตัวเอง ทำหน้าที่ของมัน อย่างซื่อตรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง