รู้จัก Aditi Paudel วัย 17 ปี ทูตด้านการรู้หนังสือ คนแรกของญี่ปุ่น

รู้จัก Aditi Paudel วัย 17 ปี ทูตด้านการรู้หนังสือ คนแรกของญี่ปุ่น

รู้จัก อดิติ เปาเดล (Aditi Paudel) วัย 17 ปี จากเด็กหญิงผู้หลงรักหนังสือ สู่ ‘ทูตด้านการรู้หนังสือ’ คนแรกของญี่ปุ่น ท่ามกลางยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีการอ่าน

สำหรับเด็กสาววัยเพียง 17 ปีคนหนึ่ง 'การอ่าน' ไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก หากเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชีวิต เปิดโอกาส และทำให้คนคนหนึ่งมองเห็นโลกในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เธอคือ อดิติ เปาเดล (Aditi Paudel) นักเรียนมัธยมปลายในกรุงโตเกียว ผู้ได้รับเลือกให้เป็น 'ทูตด้านการรู้หนังสือ' (Literacy Ambassador) คนแรกของญี่ปุ่น ภายใต้โครงการของมูลนิธิการรู้หนังสือโลก (World Literacy Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในออสเตรเลีย

โครงการทูตเยาวชนดังกล่าวดำเนินมานานประมาณ 12 ปี มีเยาวชนอายุระหว่าง 16–25 ปี ราว 900 คน จาก 101 ประเทศเข้าร่วม แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีตัวแทนจากญี่ปุ่นมาก่อน การได้รับเลือกของอดิติจึงทำให้เด็กสาววัย 17 ปีคนนี้กลายเป็นตัวแทนคนแรกจากญี่ปุ่นในโครงการ

เรื่องราวของเธอน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างอดิติกับหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กเล็ก

หนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ จุดเริ่มต้นของเด็กหญิงนักอ่าน

อดิติเกิดที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ใช้ชีวิตในช่วงครึ่งแรกของวัยเด็กที่ประเทศเนปาล หนึ่งในความทรงจำเกี่ยวกับการอ่านที่เก่าแก่ที่สุดของเธอ คือวันที่คุณปู่ยื่นหนังสือพิมพ์ที่เต็มไปด้วยตัวอักษร เทวนาครี (Devanagari) ซึ่งเป็นระบบอักษรที่ใช้กับภาษาในเอเชียใต้หลายภาษา รวมถึงภาษาเนปาล ให้เธอลองอ่าน ขณะนั้นอดิติยังอยู่ในวัยก่อนเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ

ตัวอักษรเหล่านั้นอาจดูซับซ้อนสำหรับเด็กเล็ก แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้คนรอบข้างคือ เธอกลับสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ ประสบการณ์เล็ก ๆ ครั้งนั้นกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำสำคัญที่ทำให้เธอมองตัวเองว่าเป็น 'นักอ่าน' ตั้งแต่วัยเด็ก

เมื่ออดิติกลับมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นในช่วงประถมศึกษาปีที่ 3 เธอต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ รวมถึงเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับเธอเสมอคือหนังสือ

พ่อของอดิติคอยสนับสนุนด้วยการซื้อหนังสือให้เธออ่าน โดยเฉพาะวรรณกรรมแฟนตาซี หนังสือที่เธอจดจำได้ดีเล่มหนึ่งคือ The Wishing-Chair ของ อีนิด ไบลตัน (Enid Blyton) เรื่องราวของเก้าอี้วิเศษที่สามารถบินพาตัวละครออกเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ หนังสือเหล่านี้ทำให้การอ่านสำหรับเธอไม่ได้หมายถึงเพียงการเรียนรู้คำศัพท์ แต่คือประตูที่พาออกไปพบโลกอีกใบหนึ่ง

เมื่อเด็กที่รักหนังสือ กลายเป็นตัวแทนส่งเสริมการอ่าน

 

แอนดรูว์ เคย์ (Andrew Kay) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิการรู้หนังสือโลก ระบุว่า อดิติได้รับเลือกจากความเป็นผู้นำ ความหลงใหลในเรื่องการรู้หนังสือ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างพลังให้แก่คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่น

ประสบการณ์การเติบโตระหว่างญี่ปุ่นและเนปาลทำให้อดิติมองเห็นความแตกต่างด้านโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้หญิงที่อาจยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา เธอยังได้รับอิทธิพลทางความคิดจากหนังสือ I Am Malala ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หญิง

อดิติจึงต้องการใช้บทบาทใหม่ของตัวเองผลักดันทั้งเรื่องการอ่าน การศึกษาของเด็กผู้หญิง การเข้าถึงโอกาสของเด็กที่มีความพิการ และความเท่าเทียมทางการศึกษา

แม้จะมีคำว่า 'ทูต' แต่ตำแหน่ง ทูตด้านการรู้หนังสือ (Literacy Ambassador) ไม่ใช่ตำแหน่งทางการทูตของรัฐบาลญี่ปุ่น และไม่ได้หมายความว่าอดิติทำงานให้กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น แต่เป็นบทบาทเยาวชนในโครงการของ มูลนิธิการรู้หนังสือโลก (World Literacy Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับนานาชาติที่ทำงานผลักดันเรื่องการอ่านออกเขียนได้และการเข้าถึงการศึกษา

โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 16–25 ปีจากทั่วโลกเข้ามาเป็นตัวแทนส่งเสริมการอ่านในชุมชนของตัวเอง โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการฝึกทักษะด้านความเป็นผู้นำ การรณรงค์ การสื่อสาร และการระดมทุน ก่อนนำความรู้เหล่านั้นไปใช้สร้างกิจกรรมหรือกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการอ่านและการศึกษา

พูดง่าย ๆ 'ทูตด้านการรู้หนังสือ' จึงเปรียบเสมือน กระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการอ่านและการศึกษา หน้าที่ไม่ใช่เพียงชวนคนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน แต่ยังรวมถึงการสร้างความตระหนักถึงปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือและการศึกษา ตลอดจนสนับสนุนเด็กและชุมชนที่ขาดแคลนโอกา

คู่แข่งของหนังสือคือ 'หน้าจอและ AI'

ภารกิจของทูตด้านการรู้หนังสือในปี 2026 อาจแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะปัญหาไม่ได้มีเพียงคนที่ 'อ่านหนังสือไม่ออก' เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่อ่านออก แต่เลือกที่จะไม่อ่าน

แอนดรูว์ เคย์ (Andrew Kay) แสดงความกังวลว่า คนรุ่นใหม่กำลังอ่านเพื่อความเพลิดเพลินลดลง โดยเฉพาะการอ่านเนื้อหาที่ยาวและต้องใช้สมาธิ เช่น นวนิยาย ขณะที่เทคโนโลยีและ AI สามารถมอบคำตอบอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้คนข้ามกระบวนการค้นคว้า อ่าน และขบคิดกับแนวคิดต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

สำหรับอดิติ ทางออกจึงไม่ใช่การบังคับให้วัยรุ่นทุกคนต้องอ่านวรรณกรรมคลาสสิกหรือหนังสือเล่มหนา แต่คือการช่วยให้แต่ละคนค้นพบ 'หนังสือที่ใช่สำหรับตัวเอง' ก่อน เพราะเรื่องราวที่ตรงกับความสนใจอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนหนึ่งอยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related