นั่งทำงานนานไม่ได้แปลว่าเก่ง ทำไมโมเดล 8 ชั่วโมงเริ่มไม่เวิร์ก

นั่งทำงานนานไม่ได้แปลว่าเก่ง ทำไมโมเดล 8 ชั่วโมงเริ่มไม่เวิร์ก

นั่งทำงานนานขึ้นไม่ได้แปลว่าเก่งขึ้น เปิดเหตุผลทำไมโมเดลทำงานวันละ 8 ชั่วโมงอาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เมื่อ ‘เวลาทำงาน’ ไม่ได้เท่ากับ ‘ผลงาน’

SHORT CUT

  • ทำงานนาน ไม่ได้แปลว่าผลงานดีขึ้น การนั่งทำงานครบ 8 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพตลอดเวลา โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสูง
  • ชั่วโมงทำงานแต่ละช่วงมีคุณค่าไม่เท่ากัน  ควรใช้ช่วงที่สมองสดและมีสมาธิที่สุดกับงานสำคัญ ส่วนงานประชุม อีเมล และงานประสานงานจัดไว้ในช่วงที่ใช้พลังความคิดน้อยกว่า
  • เปลี่ยนจากวัด ‘ความยุ่ง’ เป็นวัด ‘ผลลัพธ์’  โลกการทำงานยุคใหม่ควรให้ความสำคัญกับงานที่สร้างผลกระทบ การจัดการพลังงานและสมาธิ มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ

นั่งทำงานนานขึ้นไม่ได้แปลว่าเก่งขึ้น เปิดเหตุผลทำไมโมเดลทำงานวันละ 8 ชั่วโมงอาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เมื่อ ‘เวลาทำงาน’ ไม่ได้เท่ากับ ‘ผลงาน’

จริงไหมที่ความเชื่อเรื่อง 'การทำงานวันละ 8 ชั่วโมงแล้วจะโปรดักทีฟ' เป็นเพียงเรื่องปรัมปรา และเราควรเลิกเชื่อเสียที?

เมื่อชั่วโมงการทำงานและเนื้องานไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันทั้งหมด ในยุคที่เรายุ่งกว่าที่เคย มีสิ่งเร้ารายล้อมตั้งแต่การแจ้งเตือน อีเมล ไปจนถึงการประชุมนับไม่ถ้วน ยิ่งเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท เราก็ยิ่งถูกคาดหวังให้ผลิตงานได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

แต่คำถามสำคัญคือ งานทั้งหมดที่เรากำลังทำอยู่นั้น 'มีความหมาย' และสร้างผลลัพธ์จริงมากน้อยแค่ไหน?

ความจริงคือ งานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้จำเป็นหรือสร้างผลผลิตอย่างที่เราคิด แต่ระบบการทำงาน 8 ชั่วโมงกลับมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับ 'เวลาที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ' และภาพของการ 'ดูยุ่ง' ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน จนหลายคนรู้สึกกดดันว่าต้องทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

ความหมกมุ่นเรื่อง 'Productivity' อาจกำลังทำให้เราโปรดักทีฟน้อยลง

ข้อมูลด้านผลิตภาพสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เช่น ตัวเลขจากสำนักงานสถิติออสเตรเลียที่ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานลดลง 0.2% ในช่วงปี 2024-2025 ขณะที่ในปี 2023 GDP ต่อชั่วโมงการทำงานลดลงอย่างมาก

เช่นเดียวกับข้อมูลจาก OECD ที่สะท้อนว่า การเติบโตของผลิตภาพแรงงานในหลายประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในภาวะซบเซามานับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความโดยตรงว่า 'ทำงานนานขึ้นจึงทำให้ผลิตภาพลดลง' เพราะผลิตภาพระดับประเทศได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตั้งคำถามคือ จำนวนชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีพอสำหรับประสิทธิภาพของการทำงาน

ชั่วโมงทำงานแต่ละชั่วโมงมีคุณค่าไม่เท่ากัน

บทความจาก Fast Company เสนออีกมุมมองว่า เวลาส่วนใหญ่ของพนักงานบริษัทอาจหมดไปกับงานที่ดูเหมือนเร่งด่วน แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์สำคัญจริงๆ

แนวคิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้จึงเป็นการจัดระเบียบวันทำงานใหม่ โดยตั้งอยู่บนหลักง่ายๆ ว่า

'เวลาแต่ละชั่วโมงมีค่าไม่เท่ากัน'

แทนที่จะพยายามทำงานหนักตลอด 8 ชั่วโมง เราอาจเลือกช่วงเวลาที่ตัวเองมีสมาธิและพลังงานสูงที่สุดสำหรับจัดการกับงานที่สำคัญ เช่น การเขียน การคิดเชิงกลยุทธ์ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจเรื่องยาก

บางคนจึงใช้ช่วง 60 นาทีแรกที่มีสมาธิสูงสุดจัดการกับงานสำคัญที่สุดของวันก่อนเปิดอีเมลหรือเข้าสู่การประชุม

เพราะความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า 'เรามีเวลากี่ชั่วโมง' แต่อยู่ที่ว่า 'เราใช้พลังงานที่ดีที่สุดกับอะไร'

 

เน้น 'Performance' มากกว่า 'ความยุ่ง'

หนึ่งในปัญหาของวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่ คือเรามักนำความยุ่งไปผูกติดกับความมีประสิทธิภาพ

คนที่ประชุมเต็มปฏิทิน ตอบอีเมลตลอดวัน หรือออนไลน์จนดึก อาจดูเหมือนกำลังทำงานหนัก แต่กิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่มีมูลค่าสูงเสมอไป

สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง หรือที่เรียกว่า Deep Work ความสามารถในการจดจ่ออย่างเข้มข้นของมนุษย์มีข้อจำกัด การพยายามรักษาสมาธิระดับสูงตลอดวันจึงเป็นเรื่องยาก

ดังนั้น แทนที่จะคาดหวังให้ทั้ง 8 ชั่วโมงเป็นช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เราอาจแบ่งวันทำงานออกเป็นช่วง เช่น ใช้เวลาที่สมองสดที่สุดกับงานยากและงานสำคัญ ก่อนใช้เวลาที่เหลือกับการประชุม อีเมล งานประสานงาน หรืองานที่ต้องใช้พลังทางความคิดน้อยกว่า

นอกจากนี้ การสร้างพื้นที่ให้สมองได้พัก เช่น การเดินเล่นหรือพักเบรกระหว่างวัน ก็อาจช่วยให้เรากลับมาจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงานต่อเนื่อง

ทำไมเราถึงชอบทำ 'งานง่าย' ก่อน 'งานสำคัญ'?

อีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักไม่โฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูง คือ งานเหล่านั้นมักเป็นงานที่ยากที่สุด

การเขียนข้อเสนอสำคัญ การคิดกลยุทธ์ใหม่ การตัดสินใจเรื่องใหญ่ หรือการแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบชัดเจน ล้วนต้องใช้พลังทางความคิดสูง

ในทางกลับกัน การตอบอีเมล เช็กข้อความ จัดไฟล์ หรือเข้าประชุมบางประเภทให้ความรู้สึกว่า 'กำลังทำงาน' ได้ง่ายกว่า

เราจึงอาจใช้เวลาทั้งวันไปกับงานเล็กๆ จำนวนมาก และจบวันด้วยความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ทั้งที่งานสำคัญที่สุดยังไม่ได้ถูกแตะต้อง

นี่คือจุดที่ระบบการทำงาน 8 ชั่วโมงอาจกลายเป็นกับดัก เพราะเมื่อเราวัดการทำงานด้วย 'เวลา' มากกว่า 'ผลลัพธ์' การทำตัวให้ยุ่งจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับงานยากที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง

ถึงเวลานิยาม 'วันทำงานที่มีประสิทธิภาพ' ใหม่?

ปัญหาอาจไม่ใช่เพราะเราขยันไม่พอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังคงใช้กรอบการทำงานที่พัฒนาขึ้นในยุคอุตสาหกรรมมาประเมินงานในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

สำหรับโรงงาน จำนวนชั่วโมงที่เครื่องจักรและแรงงานทำงานอาจสัมพันธ์กับจำนวนสินค้าที่ผลิตออกมาได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

แต่สำหรับนักเขียน โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ นักการตลาด นักวิเคราะห์ นักวิจัย หรือคนทำงานที่ใช้ความคิด การนั่งทำงานเพิ่มอีก 2 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดไอเดียเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมงเสมอไป

ดังนั้น หากต้องการยกระดับผลงาน เราอาจต้องเปลี่ยนนิยามของ 'วันที่มีประสิทธิภาพ' เสียใหม่

เลือกทำงานที่สร้างผลกระทบสูง ใช้ช่วงเวลาที่สมองมีพลังมากที่สุดกับงานที่สำคัญ ปกป้องสมาธิจากสิ่งรบกวน และยอมรับว่าการพักก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน

วันทำงานที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จึงอาจไม่ได้ดูยุ่งเหยิงหรืออัดแน่นไปด้วยงานตลอด 8 ชั่วโมง แต่อาจเป็นวันที่มีพื้นที่ให้คิด มีพื้นที่ให้พัก และมีเวลาเพียงพอสำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆ

แทนที่จะถามว่า

'เราจะยัดงานให้ได้มากที่สุดภายใน 8 ชั่วโมงได้อย่างไร?'

บางทีคำถามที่ควรถามมากกว่าคือ

'อะไรคือสิ่งที่คู่ควรกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสมองเรา?'

ที่มา : Fast Company — The productive eight-hour workday is a myth, and we need to stop believing it

related