รู้จักแนวเพลง Emo Rock ที่ยึดใจ วัยรุ่น Millennials จนเกิด subculture - แฟชั่น

รู้จักแนวเพลง Emo Rock ที่ยึดใจ  วัยรุ่น Millennials จนเกิด subculture - แฟชั่น

เข้าถึงแก่น เพลง Emo Rock ที่ยึดใจ วัยรุ่น Millennials เกิดวัฒนธรรมย่อย subculture แฟชั่น (ขอบตาดำ เสื้อลายทาง และ กางเกงขาเดฟ ) และการสำรวจความรู้สึกภายในจิตใจ

เวลานี้กระแสเพลงร็อกกำลังถูกพูดถึงอีกครั้ง จากกระแส เนเน่ และเมื่อพูดถึงแนว เพลง Emo ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแขนงหนึ่งของเพลงร็อก ซึ่งเป็นสายธารแม่น้ำตัวโน้ตขนาดใหญ่  หรือจะมองว่า เพลงร็อก เป็นบิ๊กแดดดี้ก็ได้  ส่วน แนวอีโม ก็ถือเป็น ลูกๆ เล็กๆ ที่เดินตามแนวทางของตัวเอง แต่ยังมีกลิ่นความเป็นร็อก 'มีกีตาร์เสียงแตก' เสียงแหบพร่าทะลวงโสตประสาท ลุยทะลวงกระดูกค้อน ทั่ง โกลนอยู่  สาย EMO ดนตรีสายนี้ไม่ได้เพียงสะท้อนอารมณ์ แต่ยังปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรีโลกในช่วงเวลาหนึ่งเลย 

แนวเพลง Emo เกี่ยวข้องกับดนตรีร็อกอย่างไร

เวลานี้ กระแสเพลง ร็อก กำลังถูกพูดถึงอย่างคึกคักในวงการดนตรีระดับโลก แน่นอนว่า 'ร็อกไม่มีวันตาย' ใช้ได้เสมอ...และไม่ว่าจะเป็นการหวนกลับมาของซาวด์ดนตรีดิบหนักแน่น หรือการขึ้นแท่นเพลงฮิตบนสตรีมมิ่ง

และหากเจาะลึกเข้าไปในเส้นทางของดนตรีร็อก หนึ่งในแขนงย่อยที่มีสีสัน ทรงอิทธิพล และข้ามผ่านกาลเวลามาได้อย่างงดงามที่สุดก็คือแนวเพลง “Emo” (หรือ Emotional Hardcore / Emocore)

หากใครที่ไม่ใช่ แฟนเดนตายกับเพลงร็อก อาจคำถาม มีข้อสงสัยสะกิดใจกันบ้าง ว่า Emo เกี่ยวข้องอย่างไรกับดนตรีร็อก ? คำตอบอยู่ที่รากเหง้าอันหยั่งลึก เพราะ Emo คือแขนงย่อยที่พัฒนามาจากดนตรีฮาร์ดคอร์ปังก์ (Hardcore Punk) และโพสต์ฮาร์ดคอร์ (Post-Hardcore) ในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.  
 

จุดประกายไฟจากยุค 1980s 

ที่จริง เพลง Emo นำโดยวงบุกเบิกอย่าง Rites of Spring และ Embrace ในช่วงขบวนการ "Revolution Summer" ปี 1985

สิ่งที่แยก Emo ออกจากฮาร์ดคอร์ปังก์ร็อกยุคดั้งเดิม ไม่ใช่เรื่องของความหนักแน่นของเสียงกีตาร์หรือจังหวะกลอง แต่คือ "ทิศทางของเนื้อหา"

ขณะที่ฮาร์ดคอร์ปังก์ยุคนั้นเน้นการระบายความเกรี้ยวกราดทางการเมืองหรือความขัดแย้งในสังคม

Rites of Spring กลับนำโครงสร้างกีตาร์ร็อกอันหนักหน่วงมาผสมผสานกับเนื้อเพลงเชิงสารภาพ (Confessional Lyrics) ที่เปิดเผยความเปราะบาง ภาวะวิกฤตทางอารมณ์ และการสำรวจจิตใจภายในอย่างดิบซื่อ

วิวัฒนาการของ Emo ในฐานะดนตรีร็อกยังเติบโตต่อเนื่องในยุคที่สอง (Second Wave) ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 เกิดเป็นขบวนการ "Midwest Emo" ที่เพิ่มเมโลดี้กีตาร์แบบถักทอพริ้วไหว (Twinkly Guitar Riffs) และการผสมผสานเข้ากับอินดีร็อก (Indie Rock) นำโดยวงระดับไอคอนอย่าง Cap'n Jazz, Sunny Day Real Estate, Jawbreaker และ Jimmy Eat World

ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ยุคที่สาม (Third Wave) หรือ "Emo Pop Explosion" ในช่วงยุค 2000s หรือยุคมิลเลเนียมที่เราเรียกๆกัน  ที่ดนตรี Emo ได้หลอมรวมกับ Pop-Punk และ Alternative Rock จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ยึดพื้นที่ชาร์ตเพลงและวิทยุกระแสหลักได้อย่างยิ่งใหญ่  และนี่ถือเป็นยุคที่เฟื่องฟูที่สุดของแนวทางดนตรีแบบนี้ 

รู้จักแนวเพลง Emo Rock ที่ยึดใจ  วัยรุ่น Millennials จนเกิด subculture - แฟชั่น
 

อิทธิพลของแนวเพลง Emo ต่ออุตสาหกรรมดนตรีโลก

ผลกระทบของแนวเพลง Emo หรือจะเรียกว่า แรงกระเพื่อนต่ออุตสาหกรรมดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปก็ได้นั้น มันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของท่วงทำนอง แต่เป็นการปฏิวัติทางความคิดและสังคมในหลากหลายมิติ

"การลดตราบาปด้านสุขภาพจิต" 

ในยุคก่อนหน้า วัยรุ่นที่เผชิญภาวะซึมเศร้า หรือบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) มักต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

แต่บทเพลง Emo ได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นกระบอกเสียงที่ซื่อสัตย์
เนื้อหาเพลงที่กล้าพูดถึงความสิ้นหวังและการเผชิญวิกฤตจิตใจอย่างเปิดเผย ช่วยทลายกำแพงตราบาป ทำให้สังคมเปิดกว้างและกล้าพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

"วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมย่อยและแฟชั่น" 

Emo ได้สร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของวัยรุ่น ทั้งสไตล์การแต่งตัวด้วยกางเกงสกินนี่ เสื้อยืดวงร็อก เข็มขัดหมุด รองเท้า Converse/Vans ทรงผมปัดเป๋อันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนวัฒนธรรมการสัก (Tattoos) ที่กลายเป็นการบันทึกเรื่องราวและความเจ็บปวดส่วนบุคคลลงบนเรือนร่างอย่างมีศิลปะ

วง Paramore และ แฟชั่นการแต่งตัวยุค EMO Credit ภาพ AFP

"การเกิดแนวเพลงผสมผสานและการส่งต่อข้ามยุคสมัย"

อิทธิพลของ Emo ได้ข้ามพรมแดนไปสู่ฮิปฮอปเกิดเป็นแนวเพลง Emo Rap นำโดย Lil Peep และ Juice WRLD ตลอดจนส่งอิทธิพลต่อศิลปินป๊อประดับโลกยุคปัจจุบันอย่าง Billie Eilish ที่เคยแสดงความหลงใหลในวง Emo โพสต์ฮาร์ดคอร์อย่าง Title Fight รวมถึงการหวนกลับมาได้รับความนิยมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแพลตฟอร์มยุคดิจิทัลอย่าง TikTok และ Spotify  (ซึ่งไม่ว่าจะแนวเพลงอะไร ก็สามารถเกิดจากโมเดลนี้ได้ เพราะทุกคนมีมือถือเป็นของตัวเอง เข้าถึงสื่อด้วยตัวเอง) 

วง Emo หัวหอกแถวหน้า ถ้าอยากซึมลึกกับแนวนี้ ต้องลอง

หากต้องการสัมผัสความงดงามและพลังอันเกรี้ยวกราดของดนตรี Emo นี่คือ 6 วงดนตรีระดับหัวหอกแถวหน้าที่สร้างอิมแพกต์สูงสุดให้กับวงการเพลงร็อกโลก 

1. My Chemical Romance (MCR): วงร็อกระดับตำนานจากนิวเจอร์ซีย์ นำโดย Gerard Way ผู้เป็นดั่งไอคอนแห่งยุค
 ผลงานอัลบั้มขึ้นหิ้งอย่าง Three Cheers for Sweet Revenge (2004) และ The Black Parade (2006) ได้เปลี่ยนดนตรี Emo ให้กลายเป็นร็อกโอเปราอันวิจิตรตระการตา
 บทเพลงอย่าง "Helena", "I'm Not Okay (I Promise)" และ "Welcome to the Black Parade" คือเพลงชาติของคนนอกค่านิยมที่มอบพลังและความหวังในการก้าวผ่านความทุกข์

My Chemical Romance (MCR): วงร็อกระดับตำนานจากนิวเจอร์ซีย์

2. Paramore: วง Emo Pop / Alternative Rock แถวหน้าที่นำโดย Hayley Williams วงสามารถพาดนตรีสายนี้ก้าวข้ามไปสู่ผู้ฟังวงกว้างได้อย่างงดงาม ผลงานอัลบั้มเปิดตัวและอัลบั้ม Riot! ภายใต้ค่าย Fueled by Ramen ได้สร้างเพลงฮิตระเบิดชาร์ตอย่าง "Misery Business" และ "That's What You Get" ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ดนตรีวัยรุ่นยุค 2000s

Paramore: วง Emo Pop / Alternative Rock แถวหน้าที่นำโดย Hayley Williams Credit ภาพ AFP

3. Saosin : วงโพสต์ฮาร์ดคอร์ / Emo ระดับขึ้นหิ้งที่เป็นผู้บุกเบิกซาวด์กีตาร์คู่สลับไลน์ประสานอันเป็นเอกลักษณ์ และไลน์เสียงร้องว๊ากสลับเสียงร้องสูงอันทรงพลัง ผลงาน EP Translating the Name (2003) ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับมิวสิเชียนรุ่นหลังทั่วโลก

Saosin : วงโพสต์ฮาร์ดคอร์ / Emo ระดับขึ้นหิ้ง

4. Story Of The Year: วงร็อกดุดันจากเซนต์หลุยส์ ที่ผสมผสานความหนักแน่นของฮาร์ดคอร์เข้ากับเมโลดี้ติดหูได้อย่างเพอร์เฟกต์ อัลบั้มเดบิวต์ Page Avenue (2003) พร้อมเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Until the Day I Die" และ "Anthem of Our Dying Day" ได้สร้างปรากฏการณ์การแสดงสดอันโลดโผนและดุเดือดที่แฟนเพลงร็อกไม่มีวันลืม

5. Underoath: วงเมทัลคอร์ / โพสต์ฮาร์ดคอร์ ระดับแนวหน้าที่ยกระดับความหนักหน่วงของ Emo ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานไลน์กีตาร์อันเกรี้ยวกราด ซาวด์สังเคราะห์อันลึกลับ และการร้องว๊ากสลับร้อง Clean ทางอารมณ์ อัลบั้ม They're Only Chasing Safety (2004) และ Define the Great Line (2006) กลายเป็นมาตรฐานสำคัญของวงการเพลงสายหนักยุคใหม่

6. The Used: วงไอคอนิก Emo / Post-Hardcore ระดับขึ้นหิ้งจากยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 2000

นำโดยนักร้องนำ Bert McCracken ผู้มีน้ำเสียงอันเจ็บปวดและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างซื่อสัตย์ พวกเขาแจ้งเกิดอย่างยิ่งใหญ่จากอัลบั้มเดบิวต์ The Used (2002) ที่มีเพลงฮิตอมตะอย่าง "The Taste of Ink", "Buried Myself Alive" และ "Blue and Yellow" ตามมาด้วยอัลบั้มสุดเข้มข้นอย่าง In Love and Death (2004) The Used ไม่เพียงสร้างดนตรีที่ติดหู แต่ยังเป็นวงหลักที่ขับเคลื่อนการทลายตราบาปเรื่องสุขภาพจิตอย่างตรงไปตรงมา ผ่านบทเพลงที่เยียวยาบาดแผลทางใจของแฟนเพลงหลายล้านคนทั่วโลก


การหวนคืนครั้งประวัติศาสตร์: The Used เยือนไทยในรอบ 10 ปี ในเทศกาล NOWHERE DISTRICT 

ข่าวใหญ่ที่สุดสำหรับชาว Emo และสาวกร็อกชาวไทยในเวลานี้ คือการกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในรอบกว่าทศวรรษของ The Used ที่ผ่านมา The Used ก็ยังคงเดินหน้าทัวร์คอนเสิร์ตและปล่อยผลงานอัลบั้ม Toxic Positivity (2023) และ MEDZ (2024) ตอกย้ำตัวตนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

และที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือ การมาครั้งนี้เป็นการแสดงเพียงประเทศเดียวในทวีปเอเชียของพวกเขาในทัวร์ระลอกนี้!
The Used เยือนไทยในรอบ 10 ปี! ลุยเทศกาลดนตรี NOWHERE DISTRICT 22 พ.ย. นี้ พร้อมแท็กทีม Sweet Mullet, The Darkest Romance และ NAP THE NAP ปลุกความเดือดให้ชาวอีโม!

เทศกาลดนตรี NOWHERE DISTRICT เป็นงานดนตรีน้องใหม่จากผู้จัด ครึ่งเก้า GROUP ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดเท่ “A DISTRICT THAT EXISTS ONLY WHEN WE’RE HERE” ประเดิมภารกิจสุดเดือดแรกด้วยการ “MAKE EMO GREAT AGAIN”

The Used เยือนไทยในรอบ 10 ปี! ลุยเทศกาลดนตรี NOWHERE DISTRICT 22 พ.ย. นี้ พร้อมแท็กทีม Sweet Mullet, The Darkest Romance และ NAP THE NAP ปลุกความเดือดให้ชาวอีโม!

งานนี้จัดเต็มความดุดันด้วยการดึง 3 วงร็อกแถวหน้าของไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีเดียวกัน:

Sweet Mullet: วงผู้ขับเคลื่อนซาวด์ Alternative Rock, Post-Hardcore และ Emo เจ้าของเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "สภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" และ "ภาพติดตา" รวมถึงซิงเกิลล่าสุด “STILL CRY”

The Darkest Romance: วง Extreme Metal / Alternative Metal ระดับคุณภาพ เจ้าของบทเพลงลึกซึ้งอย่าง "ก่อน", "ความเยาว์", "เคย" และซิงเกิลล่าสุด “ไม่เห็นจะต้องอายเลยถ้าอยากจะร้องไห้”

NAP THE NAP: ไอคอนแห่งยุคอีโมของวัยรุ่นไทย ที่จะพาย้อนวันวานไปกับเพลงดังอย่าง "ไม่มีเธอ", "เหนื่อยไหมหัวใจ" และ "เพราะว่ารัก"
เตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วมาตะโกนร้องเพลงสุดเสียง ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ณ IDEA LIVE, BRAVO BKK

บัตรยืนราคา 2,500 บาท และ บัตร VIP (นั่ง) ราคา 3,900 บาท เปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 5 กันยายน 2569 ผ่านทาง IHAVETICKET 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related