Spring News

ศบค. สั่งเฝ้าระวังช่วงเทศกาลกินเจ หวั่นเกิดคลัสเตอร์โควิด

29 ก.ย. 2564 เวลา 7:21 น. 143

ศบค. เน้นย้ำเทศกาลกินเจ ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด เผยหากสถานการณ์มีทิศทางดีขึ้น มีการผ่อนปรนเพิ่มอย่างแน่นอน

 พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกฯ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก 4,778,694 รายโดยมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวมแล้วทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกจำนวน 210,354,003 ราย หากดูแยกในแต่ละประเทศทิศทางในบางประเทพที่เคยลดลงไปกลับเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวน 105,633 ราย / และ ประเทศอังกฤษ เพิ่มขึ้น 34,526 ราย ในส่วนของทวีปเอเชียมีทิศทางค่อนข้างลดลงอย่างชัดเจน เช่น ประเทศมาเลเซีย ตัวเลขลดลงอยู่ที่ 11,332 ราย ประเทศอินโดนีเซีย 2,057 ราย ประเทศเวียดนาม 4,589 ราย ที่น่าสนใจคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม เกิน 80% ของประชากรทั่วประเทศ วันนี้พบการรายงานผู้ติดเชื้อ 2,236 ราย แต่หากติดตามตั้งแต่ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 100 ราย จากนั้นเริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าแม้จะมีการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มก็ยังสามารถพบการติดเชื้อได้ แต่ทิศทางในทั่วโลกมีอัตราผู้เสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจน และทำให้ต้องยึดหลักการเดียวกันทั่วโลกคือการปฏิบัติต่อ เชื้อโควิด-19 เป็นเสมือนโรคประจำถิ่น ประชากรในแต่ละประเทศต้องดำเนินชีวิตในวิถีใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย

 ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมของประเทศไทย ประจำวันที่ 29 กันยายน 2564 พบจํานวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เพิ่มขึ้น 10,414 ราย แบ่งออกเป็นติดเชื้อใหม่ในประเทศ 10,236 ราย ติดเชื้อในเรือนจำ-ที่ต้องขัง 178 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 122 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในช่วงการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ตั้งแต่ 1 เมษายน - 28 กันยายน 2564 มีจำนวน 1,562,966 ราย เสียชีวิตสะสม 16,526 คน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

• สรุปให้ ศบค. คลายล็อก 1 ต.ค. นี้ โรงหนัง ฟิตเนส นักร้องกลางคืน เปิดได้ แต่....

• เช็กที่นี่! ศบค. ผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด 1 ต.ค. นี้

• ด่วน! ศบค. ผ่อนปรนลดเคอร์ฟิว 4 ทุ่ม-ตี 4 เปิดฟิตเนส เล่นดนตรีในร้าน

 ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานเพิ่มเติมว่า ยอดผู้หายป่วยจากโควิด-19 ในประเทศ ผู้หายป่วยรายใหม่วันนี้ 11,580 ราย ผู้หายป่วยสะสม 1,432,360 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน - 28 กันยายน 2564) หายป่วยสะสมนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดเมื่อต้นปี 2563 มีจำนวน 1,459,786 ราย ผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว 115,423 ราย

 ทั้งนี้อัตราการป่วยของผู้ติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอายุน้อย 20-49ปี แต่กลุ่มที่ติดเชื้อและมีการป่วยหนักและเสียชีวิตคือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมทั้งมีโรคประจำตัว โดยต้องเน้นย้ำไปในแต่ละจังหวัด ซึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด และกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่เร่งระดมการฉีดวัคซีนให้ได้ในกลุ่มเป้าหมาย 608 

 สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรมควบคุมโรครายงานในวันนี้ การติดเชื้อยังอยู่ในส่วนของชุมชนที่มีการรวมกลุ่ม เช่น โรงเรียนนายสิบ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานศพ เป็นต้น อย่างไรก็ตามต้องเป็นไปตาม คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในพื้นที่ที่จะกำกับติดตาม และกวดขันให้ทุกๆงานศพมีการเฝ้าระวังตามมาตรการอย่างเคร่งครัด 

 ทั้งนี้ในวันที่ 4 ตุลาคม กำลังจะมีเทศกาลกินเจ ขอเน้นย้ำให้ทางจังหวัดตรวจสอบมาตรการอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะโรงเจ ผู้ประกอบการจะต้องมีการจัดพื้นที่ให้เหมาะสม และมีมาตรการในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด บุคลากรและผู้ดำเนินการจะต้องใช้หลักการ COVID-Free Setting หรือโรงเจปลอดโควิดอาจจะต้องให้พนักงานฉีดวัคซีนครบสองเข็ม มีการตรวจ ATK เพื่อหาเชื้อ เพื่อความปลอดภัยของผู้ประกอบการและผู้ร่วมงาน

 ส่วนการสรุปผลการฉีดวัคซีน โควิด-19 ในประเทศไทย เมื่อวานนี้ มีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนจำนวน 726,805 โดส รวมยอดสะสมทั้งหมด 50,867,498 โดส ส่วนจังหวัดที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรเกิน 50% มีทั้งสิ้น 11 จังหวัด ได้แก่ จ.กรุงเทพมหานคร/ จ.ปทุมธานี / จ.สมุทรสาคร / จ.สมุทรปราการ / จ.อยุธยา / จ.ฉะเชิงเทรา / จ.ชลบุรี / จ.นครนายก / จ.พังงา / จ.ภูเก็ต / และ จ.ระนอง

 ส่วนการฉีดวัคซีนครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไป เกิน 70% ได้แก่ จ.กรุงเทพมหานคร / จ.ปทุมธานี / จ.ฉะเชิงเทรา / จ.พังงา / จ.ภูเก็ต และ จ.ระนอง

 ทั้งนี้ปัจจัยในการฉีดวัคซีน มีผลสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดเมือง สถานประกอบการที่พร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว จะได้เตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรไปพร้อมๆกัน

ทั้งนี้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 ฉบับที่ 34 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้มีการลงนาม และให้รอประกาศราชกิจจานุเบกษา จะได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป เป็นระยะเวลานับจากนี้ 2 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามในวันที่หนึ่งถึงวันที่ 10 ตุลาคม ขอให้หน่วยงานทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ศึกษาข้อกำหนดนี้ และขอให้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ในวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จะเริ่มพิจารณาหากมีทิศทางที่ดี และจะมีการผ่อนปรนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ