
SHORT CUT
เปิดลิสต์ “กาแฟ GI ไทย” ยอดขายสุดปังในปี 2568 สร้างมูลค่าการตลาดทะลุ 1.49 พันล้าน ตอกย้ำทั่วโลกเชื่อมั่นในมาตรฐานและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์กาแฟไทย
เช้าตรู่ของคนไทยจำนวนไม่น้อย เริ่มต้นวันด้วย 'กาแฟหนึ่งแก้ว' ระหว่างทางไปทำงาน สายหน่อยก็แวะคาเฟ่ กลางวันบ่ายคล้อยยังต้องมีแก้วที่สองหรือสามเติมพลังให้สมองตื่นตัว กาแฟจึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ที่ฝังแน่นอยู่ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่โต๊ะทำงานไปจนถึงมุมพักผ่อนยามบ่าย
ความหลงใหลที่แตกต่างของผู้ดื่ม ทำให้ตลาดกาแฟเติบโตอย่างต่อเนื่อง บางคนชอบรสเข้ม บางคนหลงเสน่ห์กาแฟเปรี้ยวหอมแบบซิงเกิลออริจิน บางคนเลือกกาแฟพรีเมียมจากต่างประเทศ ขณะที่อีกหลายคนหันมาภูมิใจกับกาแฟไทย ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่แพ้ใคร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 'กาแฟ GI ไทย' หรือกาแฟสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กลายเป็นดาวเด่นของวงการ ด้วยรสชาติ กลิ่น และเรื่องราวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ จากดอยสูงทางเหนือ สู่แหล่งปลูกคุณภาพในภาคใต้ วันนี้เราจะพาไปส่องว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา กาแฟ GI จากพื้นที่ใดของไทย ที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการกาแฟไทย
วันนี้มีข้อมูลจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ได้เผยสถิติ กาแฟ GI ไทย ที่ปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการจาก 8 จังหวัด ยอดขายรวม 1,497 ล้านบาทในปี 2568 โดย 5 อันดับแรกที่กวาดยอดขายสูงสุดมูลค่ารวมกว่า 1,318 ล้านบาท โดยมี “กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน” ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1 กว่า 526 ล้านบาท ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงมูลค่าและเอกลักษณ์ของกาแฟไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐาน คุณภาพ ความเชื่อมั่น และการยอมรับของตลาดต่อกาแฟ GI ไทย ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ
‘อรมน ทรัพย์ทวีธรรม’ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มสินค้า “กาแฟ” รวมทั้งสิ้น 11 รายการ จาก 8 จังหวัด ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน กาแฟดอยมูเซอตาก กาแฟวังน้ำเขียว (นครราชสีมา) กาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา) กาแฟระนอง กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และกาแฟเมืองกระบี่
โดยสินค้าแต่ละรายการต่างมีลักษณะพิเศษที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และองค์ประกอบของดิน ตลอดจนภูมิปัญญาและวิธีการเพาะปลูกของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟ เอกลักษณ์ด้านรสชาติ กลิ่น คุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิด ซึ่งมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสูงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยในปี 2568 กาแฟ GI ไทย ทั้ง 11 รายการ สามารถทำยอดขายรวมกว่า 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ GI ไทยที่ทำมูลค่าตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก (ยอดขายรวม 1,318 ล้านบาท) ประกอบด้วยกาแฟ GI จาก 4 จังหวัด ดังนี้
อันดับที่ 1 กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน ครองตำแหน่งกาแฟ GI ไทยที่สร้างมูลค่าสูงสุดด้วยยอดขายกว่า 526 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 2,257 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.78 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 280 บาทต่อกิโลกรัม กาแฟดอยสวนยาหลวงน่านเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกาจากแหล่งปลูกบนพื้นที่ดอยสวนยาหลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่ต้นน้ำซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 - 1,500 เมตร มีอากาศเย็นตลอดปี
ด้วยดินอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุ ส่งผลให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับมีกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ ให้รสชาติเข้มกลมกล่อม และมีความเป็นสมุนไพรรสเผ็ดซ่า เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นที่จดจำและชื่นชอบของผู้บริโภค
อันดับที่ 2 กาแฟระนอง สร้างยอดขายกว่า 262 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 947 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม กาแฟระนองเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตาที่มีประวัติการนำเข้าพันธุ์จากปีนังเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และได้รับการพัฒนาและจัดระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ส่งผลให้จังหวัดระนองเป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสตาที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
และเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วยจุดเด่นของลักษณะดินที่อุดมสมบูรณ์และสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกและความชื้นสูง จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น นุ่มลึก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยกาแฟระนองได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย สามารถยกระดับมูลค่าสินค้า สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
อันดับที่ 3 กาแฟเขาทะลุ จากจังหวัดชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 390 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 450 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 230 บาทต่อกิโลกรัม กาแฟเขาทะลุเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตา ปลูกในพื้นที่ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ระดับความสูงประมาณ 200 - 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุริมเชิงเขาและอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะมูลค้างคาวซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติสำคัญ ประกอบกับการคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน รวมถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กาแฟเขาทะลุมีรสชาติเข้ม หนักแน่น และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบกาแฟคั่ว กาแฟบด และกาแฟสำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม
อันดับที่ 4 กาแฟดอยช้าง จากจังหวัดเชียงราย สร้างยอดขายกว่า 160 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 75 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 1,600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.43 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,120 บาทต่อกิโลกรัม กาแฟดอยช้างเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกา สายพันธุ์หลักคาทูรา คาติมอร์ และคาทุย ปลูกในพื้นที่หุบเขาดอยช้างที่ระดับความสูง 1,000 - 1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบควบคุมคุณภาพรอบด้าน จึงได้กาแฟสารและกาแฟคั่วบดที่มีคุณภาพสูง รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบาๆ แฝงความหวาน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น ได้รับการยอมรับในมาตรฐานและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ กาแฟดอยช้างยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอีกด้วย
อันดับที่ 5 กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 120 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 850 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรเป็นกาแฟโรบัสตาปลูกบนที่ราบเชิงเขาหินปูนในจังหวัดชุมพรที่ระดับความสูง 85 - 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล เกษตรกรจะนำผลกาแฟสดมาผ่านกระบวนการบ่มและคัดเมล็ดด้วยกรรมวิธีเฉพาะตามมาตรฐานจนได้กาแฟสาร ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟคั่วและกาแฟคั่วบดมีรสชาติเข้ม กลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด และมีกลิ่นหอมของผลไม้คล้ายเชอรี่
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของกาแฟ GI ไทยอยู่ที่กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีการปลูก ตลอดจนภูมิปัญญาในการผลิตของเกษตรกรที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เมื่อผสานกับกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยคงคุณภาพและเอกลักษณ์ของกาแฟ GI ไทยจากแหล่งผลิตต่างๆ และส่งต่อถึงผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงยกระดับกาแฟไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในหลายภูมิภาคนำไปสู่รายได้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่นต่างๆ อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้ายกระดับกาแฟ GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาคผ่านกระบวนการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การควบคุมคุณภาพสินค้า รวมถึงการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร สนองต่อนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง