
SHORT CUT
'บิ๊กซี' อ้อนรัฐเปิดทาง 'คนละครึ่งพลัส' ลงห้างใหญ่ได้ มั่นใจช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจเร็วขึ้น พร้อมจับตาโฉมหน้า ครม.เศรษฐกิจใหม่ หวังนโยบายต่อเนื่องฟื้นกำลังซื้อ
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแรง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ผู้คนจำนวนมากจึงอยู่ในโหมด “รอความหวัง” จากรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ บริหารประเทศ และปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรือธงสำคัญของรัฐบาลยุคใหม่ และในบรรดามาตรการที่ถูกจับตา ‘คนละครึ่งพลัส’ กลายเป็นอีกหนึ่งความหวังของประชาชนและผู้ประกอบการ ว่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อ เติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้มากน้อยเพียงใด
ล่าสุดมีมุมมองเรื่อง ‘คนละครึ่งพลัส’ จากบิ๊กแบรนด์อย่าง ‘อัศวิน เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี2569 ขานรับความชัดเจนทางการเมือง พร้อมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ขยายผลโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่งพลัส’ ให้ครอบคลุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เชื่อพลังฐานสมาชิกกว่า 22 ล้านราย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลใหม่ผลักดัน ‘คนละครึ่งพลัส’ ให้สามารถจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้จะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียน โดยที่ผ่านมามองว่าโครงการคนละครึ่งพลัส มุ่งเน้นไปที่ร้านค้าในชุมชน และโชห่วยอย่างเดียว โดยบิ๊กซีมองว่าหากรัฐบาลพิจารณาเปิดโอกาสให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการได้โดยตรงจะเป็นตัวช่วย สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ เนื่องจากบิ๊กซีมีฐานสมาชิกจำนวนมหาศาลถึง 22 ล้านราย และมีกลุ่มลูกค้าประจำกว่า 10 ล้านราย ที่เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยถึง 90 ครั้งต่อปี หากเม็ดเงินจากโครงการนี้สามารถไหลเข้าสู่ห้างใหญ่ได้ จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบที่รวดเร็วขึ้นและสร้างความมั่นใจให้กับภาคเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สำหรับประเด็นโฉมหน้า ครม.เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ มองว่าขณะนี้จะยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งใดบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาคธุรกิจคือ ความต่อเนื่องและความมั่นคงของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเชื่อมั่นว่าผู้ใหญ่ทางการเมืองทุกท่านมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และภาคธุรกิจพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและเดินหน้าขับเคลื่อนกิจการต่อไป หากนโยบายมีความชัดเจนและต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกอย่างแน่นอน
ในส่วนของมุมมองกำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่าย สำหรับภาพรวมกำลังซื้อในปีนี้ บิ๊กซียอมรับว่าในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาบรรยากาศอาจไม่คึกคักเท่าปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยเรื่องเทศกาลตรุษจีนที่ขยับไปอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพและมีความชัดเจนมากขึ้น คาดการณ์ว่าทิศทางกำลังซื้อจะเริ่มสดใสและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้บิ๊กซีต้องปรับกลยุทธ์ ‘The Color’ เพื่อรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกเหนือจากการรอมาตรการรัฐบิ๊กซีเองได้ปรับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ "Big Vision Big Move" ด้วยการเปิดตัวโมเดล "The Color" ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เต็มรูปแบบ เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มากกว่าการซื้อของ โดยจะเน้นสัดส่วนพื้นที่ร้านอาหาร (Food) สูงถึง 40% และพื้นที่แฟชั่น 20% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและหลากหลาย ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ไปจนถึงครอบครัว โดยตั้งเป้าหมายจะปรับโฉมและขยายสาขาให้ครบ 3,000 แห่ง ภายในปี 2030 เพื่อเข้าถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ
แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ "เข้าถึง" ทุกภาคส่วน เพื่อพลิกฟื้นบรรยากาศการจับจ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้อย่างแข็งแกร่ง