svasdssvasds

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

จากสงครามยมคิปปูร์ 1973 ถึงสงครามอิหร่าน 2026 สำรวจ 6 วิกฤตพลังงานโลก เมื่อภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจโลกทั้งระบบครั้งใหญ่ในศตวรรษนี้

SHORT CUT

  • วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลกมักเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามยมคิปปูร์ การปฏิวัติอิหร่าน สงครามอ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงสงครามยูเครนและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อพื้นที่ผลิตหรือเส้นทางขนส่งพลังงานเกิดความไม่มั่นคง ราคาพลังงานทั่วโลกก็จะผันผวนทันที
  • หลายวิกฤตในอดีตแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซจากภูมิภาคเดียวมากเกินไปสามารถทำให้ประเทศต่าง ๆ เผชิญปัญหาได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศเริ่มกระจายแหล่งพลังงาน พัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ และลงทุนในพลังงานทางเลือกมากขึ้น
  • จากบทเรียนในอดีต หลายประเทศได้พัฒนานโยบายด้านความมั่นคงพลังงาน เช่น การสร้างคลังสำรองน้ำมัน การจัดตั้งองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ และการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว.

จากสงครามยมคิปปูร์ 1973 ถึงสงครามอิหร่าน 2026 สำรวจ 6 วิกฤตพลังงานโลก เมื่อภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจโลกทั้งระบบครั้งใหญ่ในศตวรรษนี้

พลังงาน ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรพื้นฐาน แต่มันคือ "กระดูกสันหลัง" ที่ค้ำจุนมวลมนุษยชาติมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ระบบพลังงานโลกกลับไม่เคยราบรื่น

นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน โลกได้เผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานครั้งสำคัญหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีบริบทของสาเหตุ ผลกระทบ และกลไกการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการ "ติดอาวุธทางปัญญา" เพื่อเอาตัวรอดในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคาดเดาไม่ได้อย่างเช่นเวลานี้
.
SPRiNG ขอพาผู้อ่านไปสำรวจ 6 วิกฤตการณ์พลังงานครั้งใหญ่ ที่ไม่ได้เพียงแค่เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ยังสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปฏิรูปโครงสร้างทางพลังงานและความมั่นคงของมนุษยชาติไปอย่างถาวร 

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

1.สงครามยมคิปปูร์ 1973

วิกฤตน้ำมันโลกปี 1973 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลกตระหนักถึงความเปราะบางของระบบพลังงานเป็นครั้งแรก จุดเริ่มต้นของวิกฤตเกิดจากความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่ สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ระหว่างอาหรับกับอิสราเอลในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1973

ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาหรับ OAPEC ตัดสินใจใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยประกาศงดส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และญี่ปุ่น

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ทำให้หลายประเทศอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 4 เท่า ภายในเวลาไม่นาน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก

แม้ว่าการคว่ำบาตรน้ำมันจะยุติลงในปี 1974 แต่วิกฤตปี 1973 ได้เปลี่ยนโฉมการเมืองและเศรษฐกิจโลกอย่างถาวร เหตุการณ์นี้ทำให้ “น้ำมัน” กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจและการเมือง และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่โลกต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) อย่างจริงจัง

การลงนามในข้อตกลงจัดตั้ง IEA เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 1974 PHOTO IEA

ที่เห็นได้ชัด คือการก่อตั้ง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ความร่วมมือร่วมกันในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว และลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ในช่วงแรกมีสมาชิกได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา องค์กรนี้จึงถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบของ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ในปี ค.ศ. 1974 มีบทบาทในด้านการให้ความช่วยเหลือในการกำหนดนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือกรณีประเทศสมาชิกมีความต้องการน้ำมันฉุกเฉิน มีข้อตกลงในการแบ่งปันข้อมูลพลังงาน และนโยบายการร่วมมือด้านพลังงานและความร่วมมือการพัฒนาแผนงานด้านพลังงาน เพื่อรักษาและปรับปรุงระบบสำหรับการบริหารจัดการเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ปัจจุบัน IEA มีสมาชิกทั้งหมด 32 ประเทศ ถึงแม้ว่าจะก่อตั้งขึ้นในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำมัน แต่ตลอดระยะเวลา 52 ปีที่ผ่านมา บทบาทของ IEA ได้เปลี่ยนไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่มากกว่านั้น ปัจจุบัน IEA มีบทบาทสำคัญในการชี้นำโลกไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

วิกฤตน้ำมันจากสงครามยมคิปปูร์ ในปี 1973 ทำให้โลกตระหนักอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคเดียวมากเกินไปเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมหาศาล ช่วงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่โลกพยายามสร้างระบบพลังงานที่หลากหลาย มั่นคง และไม่ผูกติดกับภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

2.ปฏิวัติอิหร่าน 1979

วิกฤตพลังงานปี 1979 เป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ครั้งที่สองของโลกในศตวรรษที่ 20 ต้นเหตุสำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือ การปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) ในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลกษัตริย์ ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Shah Mohammad Reza Pahlavi) และการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำศาสนา อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini)

ความวุ่นวายทางการเมือง การประท้วง และการหยุดงานของแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ทำให้ระบบการผลิตน้ำมันของอิหร่านหยุดชะงักลงอย่างรุนแรง อิหร่านซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกจึงลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกหายไปทันที

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จนแตะประมาณ 39.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่ง การผลิต และอุตสาหกรรมจำนวนมาก

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ประเทศอุตสาหกรรมเริ่มปรับนโยบายด้านพลังงานอย่างจริงจัง หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยหันไปใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมทั้งลงทุนค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่ในภูมิภาคอื่นของโลก เช่น ทะเลเหนือ อะแลสกา และไซบีเรีย

เวลานั้นประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงได้ริเริ่มการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (Petroleum Authority of Thailand – PAT) หรือที่ต่อมาคือ ปตท. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2521 (1978) เพื่อดูแลการจัดหาน้ำมัน การนำเข้า และระบบพลังงานของประเทศ หลังจากโลกเผชิญวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้ไทยต้องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง

หลังการก่อตั้งองค์กร ปตท. ได้เริ่มขยายธุรกิจด้านการจำหน่ายน้ำมันให้ประชาชน โดยพัฒนาเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศภายใต้แบรนด์ “PTT” เพื่อให้มีระบบกระจายน้ำมันของรัฐที่ครอบคลุมและลดการพึ่งพาบริษัทน้ำมันต่างชาติ

ในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ปตท. ได้ขยายสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ จนกลายเป็นเครือข่ายปั๊มน้ำมันหลักของไทย และพัฒนาต่อมาเป็น PTT Station ในปัจจุบัน

นี่คือก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพลังงานสมัยใหม่ของไทย เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

 

3. สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1990

ในช่วงฤดูร้อนปี 1990 ผู้นำอิรัก ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ตัดสินใจส่งกองทัพบุกประเทศเพื่อนบ้านอย่างคูเวต ซึ่งเป็นรัฐเล็กแต่มีแหล่งน้ำมันมหาศาล การรุกรานเกิดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 1990 และกองทัพอิรักสามารถยึดเมืองหลวงของคูเวตได้อย่างรวดเร็ว

การยึดครองคูเวตสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อประชาคมโลกทันที เพราะคูเวตเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง จากประมาณ 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 1990 เพิ่มขึ้นเป็นราว 36–46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในไม่กี่เดือน เพราะตลาดกังวลว่าการผลิตน้ำมันจากคูเวตและประเทศในภูมิภาคอาจหยุดชะงัก

ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง การผลิต และอุตสาหกรรมจำนวนมาก การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศชะลอตัวในช่วงต้นทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้เกิดขึ้นแค่ช่วงสั้น ๆ หลังกองกำลังพันธมิตรสามารถปลดปล่อยคูเวตได้ในปี 1991 ความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันก็เริ่มลดลง ราคาน้ำมันค่อย ๆ ปรับตัวลง และเศรษฐกิจโลกจึงค่อย ๆ เริ่มฟื้นตัวตามมา นับว่าเป็นวิกฤตระยะสั้นที่ใช้กำลังทหารในการแก้ไขแล้วได้ผล

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

4. วิกฤตการณ์ทศวรรษ 2000

ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 โลกเผชิญกับการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นราวปี 2003 และดำเนินต่อเนื่องหลายปี ก่อนจะพุ่งสูงสุดในปี 2008 จนราคาน้ำมันแตะระดับประมาณ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการคว่ำบาตรหรือสงครามน้ำมันเหมือนในทศวรรษ 1970 แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งต้องการพลังงานมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนโรงงาน อุตสาหกรรม และระบบขนส่ง การเพิ่มขึ้นของความต้องการน้ำมันในประเทศเหล่านี้ทำให้ตลาดพลังงานโลกเริ่มตึงตัว เพราะปริมาณการผลิตน้ำมันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เร็วพอกับความต้องการที่พุ่งสูง

ต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งต้องการพลังงานมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนโรงงาน อุตสาหกรรม และระบบขนส่ง การเพิ่มขึ้นของความต้องการน้ำมันในประเทศเหล่านี้ทำให้ตลาดพลังงานโลกเริ่มตึงตัว เพราะปริมาณการผลิตน้ำมันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เร็วพอกับความต้องการที่พุ่งสูง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในช่วงนั้นคือแนวคิด “Peak Oil” หรือความกังวลว่าน้ำมันโลกอาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของการผลิต หลังจากนั้นการผลิตจะค่อย ๆ ลดลง ความเชื่อนี้ทำให้ตลาดพลังงานเต็มไปด้วยความวิตกกังวล นักลงทุนและรัฐบาลจำนวนมากเริ่มคิดว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่น้ำมันมีจำกัดและราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม จุดจบของวิกฤตครั้งนี้กลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อวิกฤตการเงินโลกปี 2008 (Global Financial Crisis) ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความต้องการพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันจึงร่วงลงอย่างหนักภายในเวลาไม่กี่เดือน จากราคาสูงกว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2008 ลงไปต่ำกว่าประมาณ 40 ดอลลาร์ในปี 2009 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุค “น้ำมันแพง” ในทศวรรษนั้น

ในมุมมองระยะยาว วิกฤตน้ำมันยุค 2000 ทำให้โลกเริ่มหันมาสนใจพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น หลายประเทศลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ประหยัดน้ำมัน รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังในยุคนี้

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

 

5. สงครามยูเครน 2022

อีกหนึ่งวิกฤตที่ผลของมันยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้ คือเหตุการณ์ที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ทำให้โลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงาน เพราะรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซรายสำคัญของโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ยุโรปพึ่งพาอย่างมาก รายได้จากพลังงานจึงเป็นฐานสำคัญของอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย และเป็นเครื่องมือสำคัญที่มอสโกใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมาโดยตลอด

ทันทีที่สงครามเริ่มขึ้น ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย โดยเฉพาะในภาคพลังงาน เพื่อลดรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซที่อาจถูกนำไปสนับสนุนสงคราม ในทางกลับกัน รัสเซียก็ลดหรือปรับเส้นทางการส่งออกพลังงานไปยังยุโรป ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเกิดความตึงตัว ราคาก๊าซและน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ยุโรปต้องเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกแพงขึ้น ยุโรปต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานอย่างฉับพลัน มีการนำแผน REPowerEU มาใช้อย่างเร่งด่วน โดยหวังลดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย และหันไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมถึงเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับทิศทางนโยบายพลังงานของยุโรปครั้งใหญ่ หลังจากที่เคยพึ่งพาพลังงานรัสเซียมานานหลายทศวรรษ

วิกฤตนี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนมายังไทยด้วย ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือการส่งออกของไทยไปยังรัสเซียและยูเครนลดลงอย่างมาก เนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง และระบบการชำระเงินระหว่างประเทศจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในปี 2565 การส่งออกไทยไปยังรัสเซียลดลงถึง 43.3% ขณะที่การส่งออกไปยูเครนลดลงถึง 71.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่สำคัญยิ่งกว่าการค้าตรงคือราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เมื่อประเทศตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย ตลาดพลังงานจึงเกิดความตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเศรษฐกิจโดยรวมของไทย ทำให้ไทยต้องพึ่งกองทุนน้ำมันในประเทศอย่างหนัก

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

6.สงครามอิหร่าน 2026

วิกฤตที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด และทั่วโลกกำลังเร่งหาทางออก สาเหตุมาจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ "Epic Fury" ถล่มอิหร่าน ส่งผลให้ ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ (Sayyid Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ส่วนอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางหลายแห่ง และลามไปถึงอิสราเอลด้วย จนกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค ที่สะเทือนตะวันออกกลางอีกครั้ง

แม้จะถูกรุมโจมตี แต่อิหร่านไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พวกเขาตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประตูน้ำที่ส่งไปสู่เอเชีย ซึ่งตามปกติแล้วช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำมันดิบประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลกจะถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแคบ ๆ แห่งนี้ ถ้าถูกปิด น้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะไม่สามารถส่งออกพลังงานไปยังตลาดโลกได้ตามปกติ และแน่นอนว่านี่คือวิกฤตพลังงานโลกครั้งใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อการขนส่งพลังงานติดขัด ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญจึงปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันดิบ โลหะ และปุ๋ย ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของอุตสาหกรรมทั่วโลก ความผันผวนดังกล่าวทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลถึงภาวะขาดแคลนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตัดสินใจดำเนินมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการประกาศว่าจะปล่อยน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาดทันที

สำหรับประเทศไทย หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของไทยคือต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางมักทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เมื่อราคาพลังงานแพงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ไทยยืนยันว่าประเทศยังมีความมั่นคงด้านพลังงานในระดับหนึ่ง โดยปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศเดิมอยู่ที่ประมาณ 60–65 วัน หากไม่มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประสานหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นนอกตะวันออกกลาง ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณสำรองได้อีกประมาณ 30 วัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองรวมของไทยเพิ่มขึ้นเป็นราว 95 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศยังมีพลังงานเพียงพอต่อการใช้งาน

ในระยะยาว รัฐบาลยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเร่งหาแหล่งนำเข้าพลังงานเพิ่มเติมจากประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาใต้ รวมถึงเพิ่มแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ การนำเข้าก๊าซจากแหล่งอื่น และการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นวิกฤตพลังงานที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อศักยภาพของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงาน การบริหารจัดการพลังงานสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้า และการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานภายในประเทศจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการรับมือของประเทศไทย

ท้ายที่สุด ทุกสายตายังคงจับจ้องไปที่สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน ว่าจะยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างเพียงใด เพราะทิศทางของสงครามครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก

6 วิกฤตพลังงาน จากยมคิปปูร์ถึงสงครามอิหร่าน 2026 ที่สะเทือนโลก

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973 จนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางปี 2026 จะเห็นได้ชัดว่า พลังงานไม่เคยเป็นเพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคงของโลกโดยตรง ทุกครั้งที่เกิดสงคราม การปฏิวัติ หรือความขัดแย้งในภูมิภาคสำคัญของโลก ตลาดพลังงานก็มักจะสั่นสะเทือนทันที และแรงกระแทกจากราคาพลังงานที่ผันผวนก็ลุกลามไปสู่เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก

บทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานเหล่านี้คือ โลกจำเป็นต้องสร้างระบบพลังงานที่ หลากหลาย ยืดหยุ่น และพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งให้น้อยที่สุด หลายประเทศจึงเริ่มลงทุนในพลังงานทางเลือก สร้างคลังสำรองพลังงาน และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เพราะในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคาดเดาไม่ได้ พลังงานจะยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพของเศรษฐกิจและความมั่นคงของมนุษยชาติต่อไป.

ที่มา : investopedia,ispionline,ebsco

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related