
SHORT CUT
ทำความรู้จัก พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 กฎหมาย 53 ปีที่ให้อำนาจนายกฯ สั่งควบคุมโรงกลั่น-ปันส่วนน้ำมัน โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี พร้อมงัดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หากโรงกลั่นไม่ยอมลดค่าการกลั่น
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่มีผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวดและค่าการกลั่นเดือนเมษายน 2569 พุ่งไปถึง 15.99 บาทต่อลิตร ด้วยเหตุนี้ทำให้ชื่อของ "พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516" ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นไม้ตายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอีกครั้ง
พ.ร.ก.ฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ในสมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นไม่ต่างจากวันนี้มากนัก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงและปริมาณน้ำมันดิบที่หาซื้อได้ลดน้อยลง รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ "สั่งการได้โดยฉับพลัน" โดยไม่ต้องรอให้กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แยกปฏิบัติการตามกฎหมายที่มีอยู่
รัฐบาลยุคนั้นได้ใช้มาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิด ปั๊มน้ำมัน เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างจำกัด และให้รถบางประเภทสามารถเข้าใช้บริการได้ ซึ่งนอกจากปิดปั๊มน้ำมันแล้ว ในยุคนั้นยังมีการสั่ง "ห้ามเปิดไฟป้ายโฆษณา" และ "ปิดสถานีโทรทัศน์เร็วขึ้น" เพื่อประหยัดไฟฟ้าที่ผลิตจากน้ำมันเตา ถือเป็นยุคที่คนไทยเริ่มรู้จักคำว่า "ประหยัดพลังงาน" อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
กฎหมายนี้ให้อำนาจ “นายกรัฐมนตรี” สั่งการและกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนปกติทางกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที ครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ
4. การปันส่วนน้ำมัน (Rationing) หากวิกฤตถึงขั้นวิกฤตสุดขีด นายกฯ มีอำนาจสั่ง “ปันส่วนน้ำมัน” หรือจำกัดโควตาการเติมน้ำมันของประชาชนได้
เนื่องจากเป็นกฎหมายฉุกเฉินด้านความมั่นคง บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือฝ่าฝืนมาตรการที่รัฐกำหนดตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ จึงมีอัตราโทษที่ค่อนข้างรุนแรง คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากวาระเร่งด่วนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติสำคัญในการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อกำหนดส่วนลดจากราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์
โดยมติ กบง.เห็นชอบลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นสำหรับกลุ่มดีเซล ได้แก่ B7 และ B20 ลงทันที 2 บาทต่อลิตร ซึ่งคาดว่าหากส่งผ่านไปราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะทำให้ราคาลดลงถึง 2.14 บาทต่อลิตร เนื่องจากผลของภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงด้วย
มติดังกล่าวจะมีผลทันทีหลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 เม.ย.2569 ซึ่งจะพิจารณาส่วนลดหน้าปั๊มเพิ่มในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) วันที่ 8 เม.ย.2569 เพื่อลดราคาดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมัน
สำหรับมาตรการดังกล่าวจะเริ่มจากการใช้ข้อมูลเดือนมี.ค.เป็นฐาน และจะทบทวนค่าการกลั่นทุก 1-2 สัปดาห์ และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายอาจเพิ่มส่วนลดจาก 2 บาท เป็น 3-5 บาท ตามความเหมาะสม โดยอาจพิจารณาทุก 3 สัปดาห์ เพื่อประกาศเปลี่ยนแปลงราคา
ผลการศึกษาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่า ในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ค่าการกลั่น (GRM) พุ่งสูงขึ้นเกินไปอย่างมาก โดยเฉลี่ยพุ่งไปถึง 6 บาทต่อลิตร เมื่อรวมกับค่าพรีเมียม และค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นอีก ทำให้ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นไม่สอดคล้องกับต้นทุนดิบที่แท้จริง
จากสถานการณ์ดังกล่าว กบง. จึงมีมติอาศัยอำนาจตามกฎหมายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศ ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล (B7 และ B20) ลงทันที 2 บาทต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลทันทีหลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาส่วนลดหน้าปั๊มเพิ่มเติมในการประชุม กบน.วันพรุ่งนี้ (8 เม.ย.2569)
สำหรับการเจรจากับกลุ่มโรงกลั่น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าได้มีการหารือร่วมกันแล้ว แม้จะมีบางแห่งที่ไม่เข้าร่วมหารือในตอนเช้า แต่เมื่อมีมติ กบง. ออกมา ทุกโรงกลั่นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าโรงกลั่นน้ำมันของต่างชาติอาจจะยื่นฟ้อง โดยมีคำถามว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่อ้างถึงนั้น มีข้อใด มาตราใด หรือย่อหน้าใด ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือให้อำนาจกระทรวงพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาน้ำมัน ว่า หากอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ ให้ไปดูคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562”
หากจำไม่ผิดอยู่ในมาตรา 4 ที่มีทั้งหมด 7 ข้อ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดว่า ด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น
หากถามว่าในระหว่างการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกับตัวแทนจาก 6 โรงกลั่น มีคำถามว่า มีโรงกลั่นใด ยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้งหรือไม่นั้น ในรายละเอียดนั้นคงไม่สามารถพูดไปมากกว่านี้ได้ ทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์
แม้ในช่วงแรกบางแห่งจะเสนอแนวทาง เช่น การบริจาค แต่ได้ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องของการบริจาค หากแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
ดังนั้น การลดราคาหน้าโรงเท่ากันทุกโรง ทุกหยดน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น จึงเป็นวิธีที่เป็นธรรมที่สุด โดยคำนวณตามปริมาณการขายของแต่ละโรง
วิกฤตน้ำมันปี 2516 ภายใต้รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ไทยเผชิญกับภาวะ 'น้ำมันขาดแคลนจนไม่มีให้ซื้อ' ประชาชนต้องเข้าคิวรอและรัฐบาลต้องบังคับปิดปั๊มเพื่อประหยัด เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่กักตุนสินค้าจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองโลก
ส่วนวิกฤตน้ำมันปี 2569 ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ปัญหากลายสภาพเป็นวิกฤตเชิงราคา เป็นยุคที่ 'มีน้ำมันขายแต่ราคาแพง' เพราะความผันผวนของสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งรัฐบาลเน้นใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' และการอุดหนุนเพื่อช่วยจ่ายส่วนต่างพยุงไม่ให้ราคาสินค้าขึ้นสูงเกินไป
วิกฤตการณ์น้ำมันถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลทุกยุคสมัย แม้บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจจะต่างกันกว่า 50 ปี แต่ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นโจทย์หลักที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน