svasdssvasds

การตายดีไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ถกเกียงกันมา 100 ปีแล้ว

การตายดีไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ถกเกียงกันมา 100 ปีแล้ว

การตายดีไม่ใช่เรื่องใหม่ จากแนวคิดในโลกโบราณสู่การถกเถียงเรื่องสิทธิเลือกวาระสุดท้าย ที่สังคมไทยกำลังเริ่มหันมาพูดถึงอย่างจริงจัง

ประเทศไทยกำลังเริ่มมีการพูดถึงเรื่อง “ตายดี” อย่างจริงจังมากขึ้น หลังมีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ป่วยระยะท้ายในการกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิตตัวเอง โดยประเด็นนี้ถูกนำเสนอโดย นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เมื่อการรักษาไม่อาจทำให้ชีวิตกลับมาเหมือนเดิมได้อีกต่อไป คนเราควรมีสิทธิเลือกทางจากไปของตัวเองหรือไม่

ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย เพราะในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่กับความเจ็บปวดในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขณะที่ครอบครัวเองก็ต้องแบกรับความทุกข์ทั้งทางใจและทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ทำให้คำว่า “ตายดี” กลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยเริ่มหันมามองอย่างจริงจังมากขึ้น

การตายดีไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ถกเกียงกันมา 100 ปีแล้ว

การุณยฆาตไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษย์

ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราควรทำความรู้จักก่อนว่า “การุณยฆาต” คืออะไร โดยทั่วไปแล้ว การุณยฆาต หรือ Euthanasia หมายถึงการยุติชีวิตของผู้ป่วยที่ป่วยหนักหรืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ เพื่อยุติความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย คำนี้มักถูกอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ แต่ในทางกฎหมายและจริยธรรม เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก เพราะแต่ละประเทศตีความไม่เหมือนกัน และบางแห่งก็แยก “การุณยฆาต” ออกจาก “การช่วยให้ผู้ป่วยจบชีวิตตนเอง” อย่างชัดเจน

แนวคิดเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีรากเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว เด็กทารก เด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุที่ป่วยหนักและไม่มีทางรักษา มักถูกมองว่าเป็นภาระของครอบครัวและสังคม ในหลายกรณี ความตาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเจ็บปวดหรือไม่เจ็บปวด ถูกมองว่าเป็นทางออกจากสภาพที่น่าเศร้านี้

พูดง่าย ๆ คือ ในยุคนั้น การุณยฆาตไม่ได้ถูกเสนอขึ้นมาเพราะเหตุผลทางการแพทย์เป็นหลัก แต่เพราะเหตุผลทางสังคม คนที่ถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อเมือง หรืออาจกลายเป็นภาระต่อส่วนรวม อาจถูกเห็นว่าการตายของเขาเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพื่อให้คนอื่นในสังคมยังคงมีความเป็นอยู่ที่ดี

ในกรีกโบราณ การุณยฆาตแบบคัดเลือกจึงมีเป้าหมายสองด้าน คือด้านแรก เพื่อยุติความทุกข์ของเด็กที่เกิดมาในสภาพลำบาก และลดภาระของครอบครัว อีกด้านหนึ่งคือเหตุผลทางการเมือง เพราะเชื่อกันว่า การไม่เลี้ยงดูเด็กที่โตขึ้นมาแล้วจะไม่สามารถช่วยเหลือบ้านเมืองได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระ โดยเฉพาะในนครรัฐอย่างสปาร์ตา ที่ให้ความสำคัญกับกำลังพลทางทหารมาก เพียงแต่ต่อมาแนวคิดนี้ถูกต่อต้านอย่างมากในโลกคริสต์ศาสนายุดกลาง เพราะถูกมองว่าขัดกับหลักศาสนาที่ห้ามการฆ่า การการุณยฆาตจึงหายไปจากสังคมช่วงหนึ่ง

สู่ยุคเรียกร้องสิทธิการุณยฆาต  

ถ้าถามว่า การุณยฆาตเริ่มถูกเรียกร้องให้เป็น “สิทธิ” ตั้งแต่เมื่อไร คำตอบคือ การเรียกร้องอย่างจริงจังในโลกสมัยใหม่เริ่มชัดเจนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยในอังกฤษมีการก่อตั้งองค์กร Voluntary Euthanasia Legalisation Society ในปี 1935 เพื่อผลักดันให้การุณยฆาตถูกกฎหมาย และในสหรัฐฯ ก็มีการก่อตั้ง Euthanasia Society of America ในปี 1938 นี่จึงเป็นข้อเท็จจริงที่บอกว่า “สิทธิที่จะเลือกความตาย” ถูกถกเถียงในโลกสมัยใหม่มาเกือบ 100 ปีแล้ว

หลังจากนั้น หลายประเทศเริ่มขยับจากการถกเถียงมาสู่การออกกฎหมาย ประเทศแรกที่ทำให้การุณยฆาตถูกกฎหมายคือ เนเธอร์แลนด์ ตามมาด้วย เบลเยียมและหลังจากนั้นก็มีอีกหลายประเทศที่ทยอยเปิดทางให้ประชาชนมีสิทธิเลือกจบชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดทางการแพทย์และกฎหมาย

ปัจจุบัน ประเทศที่มีกฎหมายรองรับการุณยฆาตหรือการช่วยตายภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก แคนาดา โคลอมเบีย สเปน นิวซีแลนด์ และเอกวาดอร์ ส่วนบางประเทศหรือบางพื้นที่ เช่น ออสเตรเลีย อนุญาตในระดับมลรัฐ ไม่ได้ใช้ทั้งประเทศในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด รายละเอียดของแต่ละแห่งก็แตกต่างกันไป บางประเทศอนุญาตเฉพาะผู้ป่วยระยะท้าย บางประเทศมีเงื่อนไขเฉพาะเรื่องอายุ ความสามารถในการตัดสินใจ และการประเมินจากแพทย์หลายขั้นตอน

สำหรับประเทศไทย การพูดถึงร่าง พ.ร.บ.ตายดี ในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การถกเถียงเรื่องการแพทย์หรือข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามสำคัญว่า ในวาระสุดท้ายของชีวิต มนุษย์ควรมีสิทธิเลือกชะตาของตัวเองได้มากเพียงใด หากวันหนึ่งไทยมีกฎหมายตายดีอย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจหมายถึงการเปิดทางให้ผู้คนสามารถตัดสินใจต่อช่วงสุดท้ายของชีวิตตัวเองได้มากขึ้น เลือกจากไปอย่างสงบ ลดความทุกข์ทรมานที่ยืดเยื้อ และรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไว้จนถึงลมหายใจสุดท้าย

ที่มา : pmc

ช่าวที่เกี่ยวข้อง 

related