ดราม่า! หมอเดือดดูฟิล์มเอกซเรย์ในระบบไม่ได้ ตำหนิพยาบาลต่อหน้าผู้ป่วย

ดราม่า! หมอเดือดดูฟิล์มเอกซเรย์ในระบบไม่ได้ ตำหนิพยาบาลต่อหน้าผู้ป่วย

เจาะลึกดราม่าหมอตำหนิพยาบาลออกไมค์ เหตุเปิดภาพเอกซเรย์ไม่ได้ รพ.มหาราชนครศรีฯ แจงระบบไม่ได้ล่ม แต่เป็นช่วงย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมถอดบทเรียนเปลี่ยนผ่านระบบไอที

SHORT CUT

  • แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชตำหนิพยาบาลผ่านไมโครโฟนต่อหน้าผู้ป่วยจำนวนมาก หลังไม่สามารถเปิดดูภาพเอกซเรย์ในระบบคอมพิวเตอร์ได้
  • โรงพยาบาลชี้แจงว่าระบบไม่ได้ล่ม แต่อยู่ระหว่างการย้ายศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทำให้วิธีการเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนไป ซึ่งเกิดจากความไม่คุ้นเคยของแพทย์
  • เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ แบ่งเป็นฝ่าย #Saveพยาบาล ที่มองว่าพฤติกรรมของแพทย์ไม่เหมาะสม และฝ่ายที่ให้กำลังใจแพทย์
  • กระทรวงสาธารณสุขขอโทษประชาชนสำหรับความล่าช้า และเน้นย้ำให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

เจาะลึกดราม่าหมอตำหนิพยาบาลออกไมค์ เหตุเปิดภาพเอกซเรย์ไม่ได้ รพ.มหาราชนครศรีฯ แจงระบบไม่ได้ล่ม แต่เป็นช่วงย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมถอดบทเรียนเปลี่ยนผ่านระบบไอที

กลายเป็นกระแสร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ภายใน โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โดยปรากฏภาพแพทย์รายหนึ่งกำลังยืนตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่และพยาบาลบริเวณหน้าห้องตรวจผ่านไมโครโฟนต่อหน้าผู้ป่วยจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากแพทย์ไม่สามารถเปิดดูภาพเอกซเรย์ของผู้ป่วยในระบบได้ ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่าแพทย์ได้มารอเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยง ส่งผลให้ประชาชนต้องนั่งรอการตรวจรักษานาน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

ไขข้อข้องใจทางเทคโนโลยี ย้ายดาตาเซนเตอร์ ไม่ใช่ระบบล่ม

ทางฝั่งผู้บริหาร พญ.จิรวรรณ อารยะพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ได้ออกมาชี้แจงทางเทคนิคว่า ระบบภาพเอกซเรย์ไม่ได้ล่ม แต่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบคลังข้อมูลภาพเอกซเรย์จากดาตาเซนเตอร์เก่าไปยังดาตาเซนเตอร์ใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องโอนย้ายชุดข้อมูลขนาดใหญ่และขั้นตอนยังไม่สมบูรณ์ ทำให้วิธีการเข้าถึงข้อมูลแตกต่างไปจากเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมาจากความไม่คุ้นเคยในการเข้าถึงระบบรูปแบบใหม่ของแพทย์

ดราม่า! หมอเดือดดูฟิล์มเอกซเรย์ในระบบไม่ได้ ตำหนิพยาบาลต่อหน้าผู้ป่วย

เนื่องจากโรงพยาบาลมหาราช ย้ายข้อมูลภาพ X Ray จาก data center เก่าไปยัง Data center ใหม่ ย้ายได้ 5 ปี (2022-2026) จากปัจจุบัน

ข้อมูลอื่นๆ เช่นประวัติ lab อื่นๆ สามารถ ดูข้อมูล ได้เป็นปกติ และถ้าแพทย์ต้องการดูข้อมูลย้อนหลังมากกว่าหกปี แพทย์สามารถ เข้าดูได้ผ่านระบบเดิม (ยังไม่ลบในdata center เก่า ) โดยดูจาก โปรแกรม Soli PACS เนื่องจากยังมีข้อมูลเดิมอยู่ ยังไม่ได้ลบ

1. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้หกปี ในฐานข้อมูลใหม่

2. หากต้องการดูมากกว่า ห้าปี ที่ยังไม่ย้ายสามารถเข้าไปทางเก่าได้

ทางออกหน้างาน และมุมมองการแก้ปัญหาไอที

เหตุการณ์นี้จุดประเด็นถกเถียงในวงการแพทย์ โดย นพ.ดุษฎี โชคชัยเจริญศรี เจ้าของเพจ Dr.Dark ให้มุมมองทางเทคนิคและการบริหารจัดการหน้างานว่า เมื่อระบบภาพเอกซเรย์มีปัญหา การตามเจ้าหน้าที่ ขอฟิล์มเปียก หรือเดินไปดูภาพที่ห้องเอกซเรย์ด้วยตนเอง ย่อมเป็นทางออกที่ช่วยให้คนไข้ได้รับการตรวจรักษารวดเร็วกว่าการยืนตำหนิออกไมโครโฟน

กระแสสังคม 2 ฝั่ง Saveพยาบาล VS กำลังใจให้หมอเอก

บนโลกออนไลน์เกิดกระแสแยกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ด้านกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ได้เกิดกระแส #Saveพยาบาล นำโดยเพจ 'คนรักพยาบาล' และ 'พยาบาลแบมบู' มองว่าเป็นพฤติกรรม Toxic ไม่ควรตะคอกใส่พยาบาลต่อหน้าธารกำนัน ในขณะเดียวกันก็มีอดีตคนไข้และญาติเข้ามาให้กำลังใจ 'หมอเอก' โดยยืนยันว่าเป็นแพทย์ที่ตั้งใจ ดูแลเอาใจใส่คนไข้เป็นอย่างดี แม้จะพูดจาตรงไปตรงมาก็ตาม

สธ.สั่งขอโทษประชาชน ย้ำทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าไม่ได้มีการลบข้อมูลคนไข้ทิ้ง แต่เกิดจากการสื่อสารภายในที่ไม่ชัดเจนระหว่างปรับปรุงระบบ พร้อมกล่าวขออภัยประชาชนที่ต้องเสียเวลารอนาน และขอให้แพทย์กับพยาบาลทำงานร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เช่นเดียวกับ กรมการแพทย์ ที่ออกมาเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการให้เกียรติและความเท่าเทียม

บทเรียนไอทีสาธารณสุข เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน คนต้องพร้อมสื่อสาร

ในมุมมองข่าวเทคโนโลยี ปัญหานี้เป็นเคสคลาสสิกของการ Change Management เมื่อองค์กรขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลอัปเกรดดาตาเซนเตอร์ การสื่อสารขั้นตอนใหม่ และการเตรียมแผนสำรองหน้างาน ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากบุคลากรไม่ได้รับการบรีฟที่ชัดเจน ระบบที่อัปเกรดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อาจกลายเป็นอุปสรรคในการบริการประชาชนได้ทันที

ที่มา : รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช Maharaj Nakhon Si Thammarat Hospital

related