บ้านพักคนชรา หรือที่ ‘ทิ้งพ่อแม่’ อีกด้านของสังคมสูงวัย

บ้านพักคนชรา หรือที่ ‘ทิ้งพ่อแม่’ อีกด้านของสังคมสูงวัย

ส่งพ่อแม่เข้าบ้านพักคนชราเท่ากับอกตัญญูจริงหรือ? สำรวจ ‘Granny Dumping’ เส้นบางๆ ระหว่างการดูแล การทอดทิ้ง และสิทธิของคนแก่

SHORT CUT

  • ‘Granny Dumping’ สะท้อนปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุ จากเดิมที่ครอบครัวมีหน้าที่ดูแล กลับนำพ่อแม่ไปทิ้งไว้ในโรงพยาบาลหรือสถานดูแล ขณะที่ญี่ปุ่นมีแนวคิดคล้ายกันในตำนาน ‘Ubasute’ หรือการทอดทิ้งคนแก่บนภูเขา
  • การส่งพ่อแม่เข้าบ้านพักคนชรา ไม่ได้แปลว่าอกตัญญูเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้สูงอายุสมัครใจหรือไม่ เพราะแม้สังคมเอเชียให้ความสำคัญกับความกตัญญู แต่ผู้สูงอายุที่ยังตัดสินใจได้ควรมีสิทธิเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่ไหน
  • บางประเทศมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิในการตัดสินใจของผู้สูงอายุ เช่น อังกฤษและเวลส์มี Mental Capacity Act และกลไกตรวจสอบการจำกัดเสรีภาพ ขณะที่ไทยมีกฎหมายคุ้มครองผู้สูงอายุ แต่ยังไม่มีกลไกเฉพาะในลักษณะเดียวกันสำหรับตรวจสอบการนำผู้สูงอายุเข้าสถานดูแลโดยไม่สมัครใจ

ส่งพ่อแม่เข้าบ้านพักคนชราเท่ากับอกตัญญูจริงหรือ? สำรวจ ‘Granny Dumping’ เส้นบางๆ ระหว่างการดูแล การทอดทิ้ง และสิทธิของคนแก่

บ้านพักคนชราควรเป็นสถานที่ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในวันที่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง สถานที่เหล่านี้อาจถูกใช้เป็นปลายทางของการ ‘กำจัดพ่อแม่ออกจากชีวิต’ เมื่อลูกหรือครอบครัวไม่ต้องการรับภาระดูแลอีกต่อไป ผู้สูงอายุบางคนจึงไม่ได้เข้าสู่บ้านพักคนชราเพราะเป็นความต้องการของตัวเอง แต่ถูกพามาฝากไว้แล้วครอบครัวไม่กลับมารับ หรือแทบไม่กลับมาเยี่ยมอีกเลย

ปรากฏการณ์เช่นนี้ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกว่า ‘Granny Dumping’ หมายถึงการทอดทิ้งผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการนำญาติสูงวัยไปทิ้งไว้ตามโรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือสถานดูแล แล้วครอบครัวไม่กลับมารับอีก บางกรณีเกิดขึ้นหลังผู้สูงอายุเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน แต่ครอบครัวปฏิเสธที่จะรับกลับ คำนี้เริ่มถูกใช้ในวงการแพทย์และสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 และเบื้องหลังไม่ได้มีเพียงความใจร้ายของลูกหลานเท่านั้น แต่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาค่าใช้จ่าย ความเครียด ความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล หรือครอบครัวไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลผู้สูงอายุด้วย

ความน่าสนใจคือ แนวคิดเรื่อง ‘การทิ้งคนแก่’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในญี่ปุ่นมีคำว่า ‘Ubasute’ หรือ ‘Obasute’ ซึ่งหมายถึงการทอดทิ้งคนชรา โดยเรื่องเล่าถึงการนำผู้สูงอายุ โดยเฉพาะหญิงชรา ไปทิ้งไว้บนภูเขาเมื่อกลายเป็นภาระของครอบครัว ส่วนสมัยนี้เปลี่ยนจากภูเขา เป็นโรงพยาบาล สถานดูแล หรือแม้แต่บ้านที่ผู้สูงอายุต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว งานศึกษาสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ยังใช้ภาพของ Ubasute เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความวิตกของคนชราต่อการกลายเป็นภาระ การถูกละเลย และการถูกแยกออกจากครอบครัว ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ 

บ้านพักคนชรา หรือที่ ‘ทิ้งพ่อแม่’ อีกด้านของสังคมสูงวัย

บ้านพักคนชรา กับเส้นบางๆ ระหว่าง ‘ดูแล’ และ ‘ทอดทิ้ง’

ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อนในสังคมเอเชีย เพราะครอบครัวจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องความกตัญญูและหน้าที่ระหว่างรุ่น ลูกถูกคาดหวังให้ตอบแทนบุญคุณและดูแลพ่อแม่เมื่อเข้าสู่วัยชรา การส่งพ่อแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจึงอาจถูกบางคนตีความว่าเป็นการ ‘ผลักภาระ’ หรือถึงขั้นมองว่าเป็นความอกตัญญู

ส่วนในสังคมตะวันตกค่อนข้างมองประเด็นนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะผู้สูงอายุบางคนต้องการการดูแลทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง บางครอบครัวไม่มีความรู้หรือกำลังเพียงพอ และผู้สูงอายุบางคนอาจเป็นผู้ตัดสินใจเลือกสถานดูแลด้วยตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผู้สูงอายุไม่ได้สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจทันทีเพียงเพราะอายุมากขึ้น คนอายุ 70 หรือ 80 ปีจำนวนมากยังสามารถคิด ตัดสินใจ จัดการชีวิตประจำวัน และบอกได้อย่างชัดเจนว่าต้องการอาศัยอยู่ที่ไหน หากคนคนหนึ่งยังมีความสามารถในการตัดสินใจ แต่กลับถูกครอบครัวนำไปไว้ในสถานดูแลโดยขัดกับความต้องการ ถูกควบคุมไม่ให้ออกไป หรือไม่มีโอกาสกลับบ้าน 

เมื่อกฎหมายเข้ามาปกป้องสิทธิของคนแก่

อังกฤษและเวลส์มีตัวอย่างกลไกทางกฎหมายที่น่าสนใจภายใต้ ‘Mental Capacity Act 2005’ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถของบุคคลในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง หากบุคคลยังมีความสามารถในการตัดสินใจ หลักทั่วไปคือการตัดสินใจของเขาต้องได้รับการเคารพ ส่วนกรณีที่บุคคลไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ การตัดสินใจแทนต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุคคลนั้น

กรณีที่ผู้ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจถูกควบคุมอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลหรือ Care Home ได้อย่างอิสระ อาจเข้าข่าย ‘Deprivation of Liberty’ หรือการจำกัดเสรีภาพ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ โดยระบบ Deprivation of Liberty Safeguards หรือ DoLS กำหนดให้มีขั้นตอนประเมินและอนุญาต ต้องพิจารณาว่าการจำกัดเสรีภาพมีความจำเป็น เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าตัว และเป็นวิธีที่จำกัดสิทธิน้อยที่สุด หากเจ้าตัวหรือผู้แทนไม่เห็นด้วย ยังสามารถขอทบทวนหรือยื่นเรื่องต่อ Court of Protection ได้ด้วย

นั่นหมายความว่า แค่ที่ครอบครัวคิดว่า 'ที่นี่ดีที่สุดแล้ว' ยังไม่พอจะทำให้การพาใครไปอยู่ในสถานดูแลถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะถ้าผู้สูงอายุคนนั้นยังคิดและตัดสินใจเรื่องชีวิตตัวเองได้ เพราะเขาก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ที่ไหน

สำหรับประเทศไทย เรามี พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งวางกรอบการคุ้มครองและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงกฎหมายด้านสุขภาพที่รับรองสิทธิบางประการในการกำหนดเจตนาของตนเอง เช่น มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่เปิดทางให้บุคคลทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้ายได้

อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่มีกลไกเฉพาะที่มีโครงสร้างเทียบได้โดยตรงกับ Mental Capacity Act และระบบ DoLS ของอังกฤษและเวลส์

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว เรื่องนี้จึงอาจเป็นคำถามทางกฎหมายและสังคมที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะการดูแลผู้สูงอายุไม่ควรหมายถึงเพียงการมีเตียง มีอาหาร และมีคนคอยดูแลเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการเคารพว่า คนแก่ยังเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related