
SHORT CUT
เจาะลึกวิกฤต ThaiPBS จากปมจัดซื้อวิธีพิเศษแบบเจาะจง สตง. ฟันวินัย 10 คน และเบรกจ้างอินฟลูฯ สู่แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในจังหวะรัฐเปิดรับฟังการแก้กฎหมายรื้อภาษีบาป
จุดเริ่มต้นของมรสุมครั้งใหญ่ในไทยพีบีเอส (Thai PBS) เกิดขึ้นจากการตรวจพบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ หรือวิธีเฉพาะเจาะจงจำนวนมาก โดยมีการอ้างเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งที่งานหลายประเภทสามารถผลิตได้เองภายในองค์กร เนื่องจากมีทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ครบครัน และที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด คือการตรวจพบว่ามีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ได้รับงานผลิตรายการข่าวอย่างต่อเนื่องยาวนาน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 รวมมูลค่าสูงกว่า 36 ล้านบาท จนนำไปสู่คำถามเรื่องความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณ
12 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางการเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับที่มาของรายได้ที่ใช้ในกิจการทีวีสาธารณะของไทยพีบีเอส จากการผลักดันของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการแถลงไว้ในนโยบายรัฐบาล โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ ปรากฏว่ามีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ ของไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะอัตราค่าจ้างพิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และการจ้างผลิตรายการ โดยทำสัญญาจัดจ้าง 'แบบเฉพาะเจาะจง' กับบริษัทของผู้ผลิตสื่ออาวุโสหน้าเดิม
จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส ซึ่งประกาศผ่านเว็บไซต์ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ท.ท. ซึ่งไทยพีบีเอสในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องประกาศรายละเอียดอย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ ตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2569
พบว่า การจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอสแทบทุกรายการใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วิธีการประกวดราคา เพื่อความโปร่งใส และทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับการใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ควรใช้กับการจัดจ้างกรณีผู้รับจ้างมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงเจ้าเดียวในประเทศ แต่การจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส เป็นการจ้างผลิตรายการทั่วไป ซึ่งน่าจะมีบริษัทที่สามารถผลิตรายการลักษณะเดียวกันนี้ได้จำนวนมาก จึงควรเปิดให้ประกวดราคามากกว่า
นอกจากนั้น เมื่อสังเกตดูการจัดจ้างแต่ละรายการ มีลักษณะกำหนดเพดานวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ทำให้เกิดคำถามว่า ต้องการเลี่ยงการประกวดราคา เพื่อให้เป็นการ “จัดจ้างวิธีพิเศษแบบเฉพาะเจาะจง” หรือไม่
นอกจากนี้การจ้างผลิตรายการ ที่เป็นการจ้างบริษัทซ้ำๆ กัน ของสื่ออาวุโสในวงการ ไม่ได้เป็นการจ้างผลิตรายการแบบครบวงจร กลับมีรายการจ้าง ผู้ดำเนินรายการ เจ้าหน้าที่ตัดต่อ หรือแม้แต่คอสตูม แยกต่างหาก ทำให้ต้นทุนการจ้างผลิตแต่ละรายการ สูงเกินสัญญาหลักที่ทำกับบริษัทคู่สัญญา
ล่าสุดได้เกิดแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ เมื่อปรากฏเอกสารลับของ สตง. ส่งตรงถึงผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ระบุผลการตรวจสอบว่าพบข้อบกพร่องและความผิดพลาดในการปฏิบัติงานอย่างร้ายแรง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม. และกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและหน่วยรับตรวจ จึงมีข้อเสนอให้ลงโทษทางวินัยแก่ผู้บริหารระดับสูงและพนักงานรวม 10 ราย
จากเอกสารตรวจสอบของ สตง. ระบุชัดเจนว่า พบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและหน่วยรับตรวจ โดยแบ่งความผิดออกเป็น 2 กรณีหลักๆ
กรณีแรก : เป็นการจัดจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดย สตง. เสนอให้ดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน 3 ราย ได้แก่
กรณีที่สอง : เป็นการอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบของไทยพีบีเอส ซึ่งกรณีนี้ สตง. ชี้มูลให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหารระดับสูงและพนักงานอีก 7 ราย ประกอบด้วย
สตง. ยังเน้นย้ำให้ไทยพีบีเอส เร่งดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ พร้อมแจ้งผลการดำเนินการให้ สตง. ทราบเป็นระยะ และปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
ในจังหวะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันซา ปมใหม่ก็ปะทุขึ้นมาทันที เมื่อไทยพีบีเอสได้เผยแพร่ประกาศผู้ชนะเสนอราคาจ้างผู้ทรงอิทธิพลทางสื่อออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จนสังคมตั้งคำถามหนักหน่วงถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า ร้อนถึงนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต้องสั่งเบรกและทบทวนโครงการดังกล่าวทันที เพื่อพิจารณาความจำเป็น วัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน และความคุ้มค่าให้สอดคล้องกับพันธกิจสื่อสาธารณะ โดยระบุว่าเป็นการทบทวนเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้กระบวนการจัดซื้อเดิมจะไม่ได้ผิดกฎหมายก็ตาม
ด้าน นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ออกมาชี้แจงกรณีข่าว สตง. ชี้มูลความผิดและสั่งให้ชดใช้เงิน 85.22 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไทยพีบีเอสยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งผลตรวจอย่างเป็นทางการจาก สตง. และกระบวนการของ สตง. เป็นเพียงการแจ้งข้อบกพร่องและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งลงโทษที่ถึงที่สุด
องค์กรยังมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าการบริหารงานมีความโปร่งใส ไม่มีการทุจริต และอยู่ภายใต้การตรวจสอบหลายชั้น ทั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คณะกรรมการตรวจสอบภายใน และการรายงานผลต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ประเด็นข้อบกพร่องภายในของไทยพีบีเอส กลายเป็นเรื่องร้อนแรงทางการเมือง เพราะเกิดขึ้นตรงกับจังหวะที่รัฐบาลกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้กฎหมายยกเลิกภาษีบาป (Earmarked Tax) ที่เคยจัดสรรรายได้จากภาษีสุราและยาสูบเข้าไทยพีบีเอส และสสส. ปีละกว่า 14,000 ล้านบาท ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายว่าการตัดงบหรือเปลี่ยนทางเงินครั้งนี้อาจนำไปสู่การแทรกแซงและควบคุมสื่อสาธารณะ แม้โฆษกรัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งฮุบไทยพีบีเอส ก็ตาม
แต่ปัญหาความโปร่งใสเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณที่เกิดขึ้นภายในสถานี ได้กลายเป็นจุดอ่อนไหวสำคัญที่ทำให้สื่อสาธารณะต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างเร่งด่วน
ที่มา : Nationtv , เนชั่นทีวี