ผ่ามรสุม ThaiPBS จัดซื้อวิธีพิเศษ สู่แรงสั่นสะเทือนงบภาษีบาป

ผ่ามรสุม ThaiPBS จัดซื้อวิธีพิเศษ สู่แรงสั่นสะเทือนงบภาษีบาป

เจาะลึกวิกฤต ThaiPBS จากปมจัดซื้อวิธีพิเศษแบบเจาะจง สตง. ฟันวินัย 10 คน และเบรกจ้างอินฟลูฯ สู่แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในจังหวะรัฐเปิดรับฟังการแก้กฎหมายรื้อภาษีบาป

SHORT CUT

  • ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เผชิญวิกฤตจากการถูกตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย 'วิธีพิเศษ' หรือ 'วิธีเฉพาะเจาะจง' อย่างกว้างขวาง ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็น
  • พบการจ้างบริษัทเอกชนรายเดียวผลิตรายการข่าวต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) มูลค่ากว่า 36 ล้านบาท จนนำไปสู่การที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สั่งให้ชดใช้เงินคืนกว่า 85 ล้านบาท
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมการจัดจ้างที่อาจเลี่ยงการประกวดราคา เช่น การกำหนดเพดานวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท และการจ้างบริษัทซ้ำๆ
  • ปัญหาภายในของไทยพีบีเอสเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลกำลังพิจารณาทบทวนการจัดสรรงบประมาณจาก "ภาษีบาป" ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของสถานี
  • วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสื่อสาธารณะ และกลายเป็นจุดอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อการพิจารณางบประมาณในอนาคต

เจาะลึกวิกฤต ThaiPBS จากปมจัดซื้อวิธีพิเศษแบบเจาะจง สตง. ฟันวินัย 10 คน และเบรกจ้างอินฟลูฯ สู่แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในจังหวะรัฐเปิดรับฟังการแก้กฎหมายรื้อภาษีบาป

จุดเริ่มต้นของมรสุมครั้งใหญ่ในไทยพีบีเอส (Thai PBS) เกิดขึ้นจากการตรวจพบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ หรือวิธีเฉพาะเจาะจงจำนวนมาก โดยมีการอ้างเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งที่งานหลายประเภทสามารถผลิตได้เองภายในองค์กร เนื่องจากมีทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ครบครัน และที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด คือการตรวจพบว่ามีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ได้รับงานผลิตรายการข่าวอย่างต่อเนื่องยาวนาน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 รวมมูลค่าสูงกว่า 36 ล้านบาท จนนำไปสู่คำถามเรื่องความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณ

สตง. สั่ง 'ไทยพีบีเอส' ชดใช้กว่า 85 ล้าน ปมจัดจ้างวิธีพิเศษ

12 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางการเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับที่มาของรายได้ที่ใช้ในกิจการทีวีสาธารณะของไทยพีบีเอส จากการผลักดันของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการแถลงไว้ในนโยบายรัฐบาล โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ  ปรากฏว่ามีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ ของไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะอัตราค่าจ้างพิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และการจ้างผลิตรายการ โดยทำสัญญาจัดจ้าง 'แบบเฉพาะเจาะจง' กับบริษัทของผู้ผลิตสื่ออาวุโสหน้าเดิม

จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส ซึ่งประกาศผ่านเว็บไซต์ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ท.ท. ซึ่งไทยพีบีเอสในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องประกาศรายละเอียดอย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ ตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2569

ผ่ามรสุม ThaiPBS จัดซื้อวิธีพิเศษ สู่แรงสั่นสะเทือนงบภาษีบาป

 

 

 

พบว่า การจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอสแทบทุกรายการใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วิธีการประกวดราคา เพื่อความโปร่งใส และทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับการใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ควรใช้กับการจัดจ้างกรณีผู้รับจ้างมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงเจ้าเดียวในประเทศ แต่การจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส เป็นการจ้างผลิตรายการทั่วไป ซึ่งน่าจะมีบริษัทที่สามารถผลิตรายการลักษณะเดียวกันนี้ได้จำนวนมาก จึงควรเปิดให้ประกวดราคามากกว่า 

นอกจากนั้น เมื่อสังเกตดูการจัดจ้างแต่ละรายการ มีลักษณะกำหนดเพดานวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ทำให้เกิดคำถามว่า ต้องการเลี่ยงการประกวดราคา เพื่อให้เป็นการ “จัดจ้างวิธีพิเศษแบบเฉพาะเจาะจง” หรือไม่ 

นอกจากนี้การจ้างผลิตรายการ ที่เป็นการจ้างบริษัทซ้ำๆ กัน ของสื่ออาวุโสในวงการ ไม่ได้เป็นการจ้างผลิตรายการแบบครบวงจร กลับมีรายการจ้าง ผู้ดำเนินรายการ เจ้าหน้าที่ตัดต่อ หรือแม้แต่คอสตูม แยกต่างหาก ทำให้ต้นทุนการจ้างผลิตแต่ละรายการ สูงเกินสัญญาหลักที่ทำกับบริษัทคู่สัญญา

ผ่ามรสุม ThaiPBS จัดซื้อวิธีพิเศษ สู่แรงสั่นสะเทือนงบภาษีบาป

 

 

 

เอกสารลับหลุดสะเทือนองค์กร ชี้มูลฟันวินัย 10 ผู้บริหาร-พนักงาน

ล่าสุดได้เกิดแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ เมื่อปรากฏเอกสารลับของ สตง. ส่งตรงถึงผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ระบุผลการตรวจสอบว่าพบข้อบกพร่องและความผิดพลาดในการปฏิบัติงานอย่างร้ายแรง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม. และกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและหน่วยรับตรวจ จึงมีข้อเสนอให้ลงโทษทางวินัยแก่ผู้บริหารระดับสูงและพนักงานรวม 10 ราย 

ชำแหละ 2 ชนวนความผิด ผิด พ.ร.บ.จัดซื้อฯ สู่จ่ายค่าตอบแทนไร้เกณฑ์

จากเอกสารตรวจสอบของ สตง. ระบุชัดเจนว่า พบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและหน่วยรับตรวจ โดยแบ่งความผิดออกเป็น 2 กรณีหลักๆ

กรณีแรก : เป็นการจัดจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดย สตง. เสนอให้ดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน 3 ราย ได้แก่

  • ผู้อำนวยการสำนักบริหาร
  • ผู้จัดการฝ่ายพัสดุและจัดหารายการ
  • เจ้าหน้าที่พัสดุ

กรณีที่สอง : เป็นการอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบของไทยพีบีเอส ซึ่งกรณีนี้ สตง. ชี้มูลให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหารระดับสูงและพนักงานอีก 7 ราย ประกอบด้วย

  • รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
  • ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา
  • ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ
  • ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้
  • ผู้อำนวยการสำนักข่าว
  • ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว ด้านบริหาร
  • ผู้อำนวยการศูนย์การเงิน

สตง. ยังเน้นย้ำให้ไทยพีบีเอส เร่งดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ พร้อมแจ้งผลการดำเนินการให้ สตง. ทราบเป็นระยะ และปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

เบรกด่วนฟ้าผ่า สั่งทบทวนจ้าง 'อินฟลูเอนเซอร์' เจ้าปัญหา

ในจังหวะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันซา ปมใหม่ก็ปะทุขึ้นมาทันที เมื่อไทยพีบีเอสได้เผยแพร่ประกาศผู้ชนะเสนอราคาจ้างผู้ทรงอิทธิพลทางสื่อออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จนสังคมตั้งคำถามหนักหน่วงถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า ร้อนถึงนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต้องสั่งเบรกและทบทวนโครงการดังกล่าวทันที เพื่อพิจารณาความจำเป็น วัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน และความคุ้มค่าให้สอดคล้องกับพันธกิจสื่อสาธารณะ โดยระบุว่าเป็นการทบทวนเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้กระบวนการจัดซื้อเดิมจะไม่ได้ผิดกฎหมายก็ตาม

ไทยพีบีเอสแจงโต้ ยังไร้หนังสือทางการ ย้ำไม่ใช่คำตัดสินทุจริต

ด้าน นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ออกมาชี้แจงกรณีข่าว สตง. ชี้มูลความผิดและสั่งให้ชดใช้เงิน 85.22 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไทยพีบีเอสยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งผลตรวจอย่างเป็นทางการจาก สตง. และกระบวนการของ สตง. เป็นเพียงการแจ้งข้อบกพร่องและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งลงโทษที่ถึงที่สุด

องค์กรยังมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าการบริหารงานมีความโปร่งใส ไม่มีการทุจริต และอยู่ภายใต้การตรวจสอบหลายชั้น ทั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คณะกรรมการตรวจสอบภายใน และการรายงานผลต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

จุดตัดการเมือง วิกฤตศรัทธาสื่อสาธารณะ ในจังหวะรื้อ 'ภาษีบาป'

ประเด็นข้อบกพร่องภายในของไทยพีบีเอส กลายเป็นเรื่องร้อนแรงทางการเมือง เพราะเกิดขึ้นตรงกับจังหวะที่รัฐบาลกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้กฎหมายยกเลิกภาษีบาป (Earmarked Tax) ที่เคยจัดสรรรายได้จากภาษีสุราและยาสูบเข้าไทยพีบีเอส และสสส. ปีละกว่า 14,000 ล้านบาท ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายว่าการตัดงบหรือเปลี่ยนทางเงินครั้งนี้อาจนำไปสู่การแทรกแซงและควบคุมสื่อสาธารณะ แม้โฆษกรัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งฮุบไทยพีบีเอส ก็ตาม

แต่ปัญหาความโปร่งใสเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณที่เกิดขึ้นภายในสถานี ได้กลายเป็นจุดอ่อนไหวสำคัญที่ทำให้สื่อสาธารณะต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างเร่งด่วน

ที่มา : Nationtv , เนชั่นทีวี 

related