อิทธิพล ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ขุมอำนาจท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

อิทธิพล ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ขุมอำนาจท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

ย้อนเส้นทาง ‘กำนันเป๊าะ–กำนันเซี๊ยะ–กำนันนงค์’ จากผู้นำชุมชนสู่ผู้สร้างเครือข่ายฐานเสียง ธุรกิจ และสายสัมพันธ์ทางการเมือง ที่ขยายอำนาจไปไกล

SHORT CUT

  • กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านบางคนไม่ได้มีบทบาทเพียงดูแลชุมชน แต่สะสมความสัมพันธ์กับชาวบ้าน ข้าราชการ และนักธุรกิจ จนกลายเป็นเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่
  • กรณี ‘กำนันเป๊าะ–กำนันเซี๊ยะ–กำนันนงค์’ สะท้อนให้เห็นการต่อยอดอำนาจผ่านฐานเสียง ธุรกิจ ครอบครัว และสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ
  • แม้บางคนพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่เครือข่ายที่สะสมมายาวนานยังอาจมีบทบาทต่อการเลือกตั้ง การสนับสนุนนักการเมือง และโครงสร้าง ‘บ้านใหญ่’ ในหลายพื้นที่

ย้อนเส้นทาง ‘กำนันเป๊าะ–กำนันเซี๊ยะ–กำนันนงค์’ จากผู้นำชุมชนสู่ผู้สร้างเครือข่ายฐานเสียง ธุรกิจ และสายสัมพันธ์ทางการเมือง ที่ขยายอำนาจไปไกล

นับตั้งแต่มีการวางระบบ 'กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน' ขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางไปสู่ประชาชนในระดับหมู่บ้าน ระบบนี้ก็หยั่งรากและอยู่คู่สังคมท้องถิ่นไทยมายาวนานกว่า 130 ปี ผ่านความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง การปกครอง และโครงสร้างสังคมมานับครั้งไม่ถ้วน แต่บทบาทของ 'กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน' ก็ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ใกล้ชิดกับผู้คนในท้องถิ่นมาโดยตลอด

หากมองอย่างผิวเผิน การถือกำเนิดของ 'กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน' อาจดูเป็นเพียงการสร้างตำแหน่งขึ้นมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยของชุมชน แต่หากมองให้ลึกลงไป นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของ 'วงจรการเมืองท้องถิ่น' ในสังคมไทย เพราะเมื่อคนคนหนึ่งกลายเป็นทั้งผู้ดูแลชุมชน ผู้ประสานงานกับรัฐ และศูนย์กลางในการแก้ปัญหาให้คนในพื้นที่ อำนาจที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในทางการปกครอง หากยังค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเครือข่ายและฐานอิทธิพลที่ฝังรากอยู่ในชุมชน ซึ่งต่อมากลายเป็น 'ทุนทางการเมือง' ที่สำคัญของการเมืองไทยในทุกระดับ

เมื่อเวลาผ่านไป เราจึงได้เห็นกำนันบางคนค่อยๆ สร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมา ทั้งในโลกธุรกิจ การเมือง และฐานมวลชนในพื้นที่ จากผู้นำชุมชนจึงกลายเป็นหนึ่งใน 'ขุมกำลัง' สำคัญของการเมืองท้องถิ่น บางคนทำหน้าที่เป็นหัวคะแนน บางคนให้การสนับสนุนนักการเมือง บางคนผลักดันคนในครอบครัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ขณะที่บางคนสามารถต่อยอดฐานอำนาจจากระดับตำบล ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับจังหวัด และไปไกลถึงการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อำนาจของคนเหล่านี้เกิดจากการสะสมเครือข่ายเป็นเวลายาวนาน ทั้งความสัมพันธ์กับชาวบ้าน ผู้นำชุมชน นักธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมือง จนบางพื้นที่เกิดสิ่งที่การเมืองไทยเรียกกันติดปากว่า 'บ้านใหญ่'

ต่อไปนี้คือ 3 ชื่อของอดีตกำนันที่สะท้อนภาพของอำนาจท้องถิ่นไทยในแต่ละพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ

อิทธิพล ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ขุมอำนาจท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

1. 'กำนันเป๊าะ' สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อแห่งภาคตะวันออก

หากต้องเลือกชื่อหนึ่งมาอธิบายภาพของ 'กำนันผู้ทรงอิทธิพล' ในการเมืองไทยยุคหนึ่ง ชื่อของ สมชาย คุณปลื้ม หรือ 'กำนันเป๊าะ' แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมชายเกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2480 ในครอบครัวท้องถิ่นของ ต.แสนสุข จ.ชลบุรี โดยพ่อของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนแม่ค้าขายหมูในตลาดหนองมนและต่อมามีโรงฆ่าสัตว์ขนาดเล็ก ชีวิตในวัยเด็กของสมชายไม่ได้เริ่มต้นจากเส้นทางนักการเมือง เขาเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนออกมาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์สายบางแสน–ศรีราชา–ชลบุรี และขยับขึ้นมาเป็นคนขับรถในเวลาต่อมา

จากนั้นเขาหันไปทำประมง และมีโอกาสเข้าไปทำธุรกิจจับปลาในน่านน้ำกัมพูชา ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางอีกครั้งมาทำบ่อดินลูกรัง ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการสะสมทุน เมื่อธุรกิจเติบโตจึงขยายไปสู่รับเหมาก่อสร้าง โรงแรม การพัฒนาที่ดิน และกิจการอีกหลายประเภทในพื้นที่บางแสนและพัทยา

แต่เงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สมชายกลายเป็น 'กำนันเป๊าะ'

อีกขาหนึ่งที่เติบโตควบคู่กันคือ 'อำนาจทางการเมือง'

ปี 2511 เขาลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.แสนสุข ก่อนขยับขึ้นเป็นกำนันตำบลแสนสุขในเวลาต่อมา และเข้าสู่การบริหารเทศบาลเมืองแสนสุข

เมื่อบางแสนและพื้นที่ชายฝั่งชลบุรีเติบโตขึ้น ธุรกิจของครอบครัวคุณปลื้มก็ขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกันเครือข่ายทางการเมืองของกำนันเป๊าะก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนชื่อของเขาไม่ได้มีความหมายเฉพาะในแสนสุขอีกต่อไป แต่ขยายออกไปสู่การเมืองระดับจังหวัดและระดับชาติ

ลูกชายของเขาหลายคนเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม ที่ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังชล, วิทยา คุณปลื้ม ที่เป็นทั้ง สส. และนายก อบจ.ชลบุรี, อิทธิพล คุณปลื้ม ที่เป็นทั้ง สส. นายกเมืองพัทยา และต่อมาเป็นรัฐมนตรี รวมถึง ณรงค์ชัย คุณปลื้ม ที่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นในเทศบาลเมืองแสนสุข

จาก 'กำนันหนึ่งคน' จึงค่อยๆ พัฒนาเป็นเครือข่ายการเมืองของครอบครัวที่กินพื้นที่ตั้งแต่เทศบาล อบจ. เมืองพัทยา สภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงคณะรัฐมนตรี นี่คือเหตุผลที่ชื่อ 'บ้านใหญ่ชลบุรี' และ 'ตระกูลคุณปลื้ม' กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตของกำนันเป๊าะมีคดีสำคัญ โดยถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี 4 เดือน ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินเขาไม้แก้ว และศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่า ประยูร สิทธิโชติ หรือ 'กำนันยูร' เพราะขัดแย้งกันเรื่องการเมืองท้องถิ่น เขาถูกจับกุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 หลังหลบหนีคดี

ต่อมาเขาได้รับการพักโทษเนื่องจากอายุมากและเจ็บป่วย และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 อายุ 81 ปี

โมเดลการสร้างอำนาจจากท้องถิ่นขึ้นไปสู่ระดับชาติ ซึ่งทำให้ชื่อของตระกูลคุณปลื้มยังคงอยู่ในการเมืองชลบุรีอีกนานหลังยุคของกำนันเป๊าะสิ้นสุดลง

อิทธิพล ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ขุมอำนาจท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

2. 'กำนันเซี๊ยะ' ประชา โพธิพิพิธ จากไร่อ้อยเมืองกาญจน์ สู่เครือข่ายการเมืองภาคตะวันตก

ถ้าภาคตะวันออกมี 'กำนันเป๊าะ' ในพื้นที่ภาคตะวันตก ชื่อที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในยุคหนึ่งก็คือ ประชา โพธิพิพิธ หรือ 'กำนันเซี๊ยะ'

เส้นทางของกำนันเซี๊ยะน่าสนใจ เพราะฐานอำนาจของเขาเชื่อมโยงอย่างมากกับเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยเฉพาะ 'อ้อย'

ประชาเป็นคน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เดิมประกอบอาชีพทำไร่อ้อย และมีเขมประชาฟาร์มในพื้นที่ อ.บ่อพลอย ก่อนเข้าไปมีบทบาทในสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 และขึ้นเป็นนายกสมาคมในเวลาต่อมา

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะอ้อยไม่ใช่พืชเล็กๆ ในระบบเศรษฐกิจภาคตะวันตก เครือข่ายของสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนมากจากหลายจังหวัด

นั่นหมายความว่า กำนันเซี๊ยะก็มีเครือข่ายทางเศรษฐกิจและมวลชนอยู่ในมือตั้งแต่เข้าสู่เส้นทางการเมืองแล้ว

ในปี 2520 เขาเข้าสู่ระบบการปกครองท้องที่ด้วยการเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา ก่อนขยับขึ้นเป็นกำนันตำบลท่าเรือพระแท่นในปี 2524 และต่อมาเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าเรือพระแท่นในปี 2534

ปี 2538 กำนันเซี๊ยะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ ลงสมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 2 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 76,875 คะแนน ก่อนจะรักษาฐานทางการเมืองในพื้นที่ต่อมา โดยงานศึกษาการเมืองถิ่นกาญจนบุรียังชี้ให้เห็นว่า ชื่อเสียง บารมี และผลงานในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

แม้กระทั่งในการเลือกตั้งปี 2550 สื่อยังวิเคราะห์ว่าจุดแข็งของกำนันเซี๊ยะอยู่ที่ความเป็นอดีตกำนัน ซึ่งทำให้มีความสัมพันธ์กับผู้นำท้องถิ่น ประกอบกับตำแหน่งนายกสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ที่ทำให้มีเครือข่ายทั้งเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมน้ำตาล

ต่อมาอิทธิพลทางการเมืองยังถูกส่งผ่านไปยังคนในครอบครัว โดยเฉพาะบุตรชายอย่าง อัฏฐพล โพธิพิพิธ และ ธรรมวิชช์ โพธิพิพิธ ที่เข้าสู่สนามการเมือง ทำให้ 'โพธิพิพิธ' กลายเป็นอีกหนึ่งตระกูลการเมืองสำคัญของกาญจนบุรี

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของเส้นทางอำนาจนี้ก็มาพร้อมกับคดีความหลายคดี และบางคดีจบลงด้วยคำพิพากษาจำคุก

หนึ่งในคดีสำคัญเกิดจากกรณีฮั้วประมูลงานก่อสร้างในกาญจนบุรี โดยในปี 2559 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกประชา 5 ปี จากความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูล รวมถึงความผิดฐานอั้งยี่ กรรโชกทรัพย์ และหน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยคดีเกี่ยวพันกับการเข้าไปมีอิทธิพลต่อการประมูลงานของหน่วยงานรัฐในพื้นที่

นอกจากนี้ เขายังเผชิญคดีเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของรัฐ โดยในเดือนเมษายน 2560 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีบุกรุกที่ราชพัสดุเนื้อที่กว่าพันไร่ โดยศาลระบุว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ขณะที่ประชาไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาและมีหมายจับติดตัวอยู่ในขณะนั้น

และคดีไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ในปี 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังพิพากษาจำคุกประชาอีก 10 ปี ในคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ 'ฮั้วประมูล'

กำนันเซี๊ยะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2563 และแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี ชื่อของเขายังคงถูกพูดถึงในฐานะอดีตนักการเมืองคนสำคัญของกาญจนบุรี โดยในปี 2569 งานทำบุญครบรอบ 6 ปีการเสียชีวิตยังมีผู้นำท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และบุคคลในแวดวงการเมืองเดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก อิทธิพล ‘กำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน’ ขุมอำนาจท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

 

3. 'กำนันนงค์'  จำนงค์ นาวาแก้ว ผู้กำหนดตัวละคร สส. เมืองตรัง

หากพูดถึงชื่อ จำนงค์ นาวาแก้ว หรือ 'กำนันนงค์' ในจังหวัดตรัง ชื่อนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงในฐานะอดีตกำนันตำบลบ้านควน อ.เมืองตรัง เท่านั้น แต่สื่อหลายสำนักยังเคยเรียกเขาว่า 'ผู้กว้างขวาง' คนสำคัญของเมืองตรัง ผู้มีเครือข่ายครอบคลุมตั้งแต่คนในพื้นที่ นักธุรกิจ ข้าราชการ ตำรวจ ไปจนถึงนักการเมือง โดยข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กและช่วงเริ่มต้นทำงานของเขามีเผยแพร่ค่อนข้างน้อย แต่เส้นทางที่ทำให้ชื่อ 'กำนันนงค์' เป็นที่รู้จัก เริ่มจากการเป็นผู้นำท้องที่ ก่อนก้าวขึ้นเป็นกำนันตำบลบ้านควน และค่อยๆ สะสมเครือข่ายจนกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในพื้นที่

ชื่อของกำนันนงค์ปรากฏเป็นข่าวระดับประเทศอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2544 เมื่อเจ้าหน้าที่กองปราบปรามเข้าตรวจค้นสถานที่ซึ่งสื่อในขณะนั้นระบุว่าเป็นบ่อนการพนันของเขา และมีการจับกุม สมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ 'โกหนอ' ซึ่งขณะนั้นเป็น สส.ตรัง ในข้อหาเล่นการพนัน ก่อนที่ต่อมาศาลจะยกฟ้องสมชาย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และทำให้ชื่อของกำนันนงค์เริ่มเป็นที่รู้จักนอกจังหวัดตรังมากขึ้น

นอกจากบทบาทผู้นำท้องที่ กำนันนงค์ยังประกอบกิจการหลายประเภท โดยมีตั้งแต่การเลี้ยงนกนางแอ่น วัวชน และกิจการที่เกี่ยวข้องกับไก่ชน ขณะที่ 'บ้านเรือนไทย' ของเขาใน ต.บ้านควน กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีบุคคลจากหลายวงการเดินทางเข้าไปพบปะอยู่เป็นระยะ จนสะท้อนภาพเครือข่ายที่กว้างขวางของอดีตกำนันรายนี้

ประมาณปี 2561 กำนันนงค์ลาออกจากตำแหน่งกำนันตำบลบ้านควน โดยให้เหตุผลเรื่องเวลาและภารกิจส่วนตัว แต่การพ้นจากตำแหน่งไม่ได้ทำให้ชื่อของเขาหายไปจากพื้นที่ สื่อยังคงเรียกเขาว่า 'กำนันนงค์' และบทบาทในฐานะผู้กว้างขวาง รวมถึงสายสัมพันธ์กับแวดวงการเมืองและราชการยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2565 ชื่อของกำนันนงค์กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง หลังถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสังหาร น.ส.จิตตภัส หรือ 'เจ๊หญิง' ซึ่งเป็นเจ้าของบ่อนการพนันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกหมายจับในข้อหาร่วมกันเป็นผู้ใช้ จ้าง วาน หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กำนันนงค์เดินทางเข้ามอบตัวและให้การปฏิเสธ ก่อนจะได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นจากตำแหน่งกำนันมาหลายปี แต่ชื่อของกำนันนงค์ยังคงมีบทบาทในแวดวงการเมืองจังหวัดตรัง โดยในการเลือกตั้งปี 2566 มีรายงานถึงบทบาทของเครือข่ายกำนันนงค์ในการสนับสนุน ถนอมพงศ์ หลีกภัย ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งท้ายที่สุดสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้

ในปี 2568 บ้านเรือนไทยของกำนันนงค์เป็นสถานที่ที่นักการเมืองระดับชาติเดินทางไปเยือนต่อเนื่อง ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีทั้งนักการเมืองและผู้นำท้องถิ่นร่วมคณะมาด้วย

ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากำนันนงค์ยังเป็นบุคคลที่มีเครือข่ายและบทบาทในพื้นที่ที่น่าจับตา การเยือนลักษณะนี้อาจมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและขยายฐานสนับสนุนในพื้นที่ผ่านเครือข่ายของเขา

ปัจจุบัน กำนันนงค์ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงมีบทบาทในเครือข่ายการเมืองระดับท้องถิ่น โดยมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองและพรรคการเมืองหลายฝ่าย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่สะท้อนว่า บทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูแลความสงบเรียบร้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายอำนาจ เชื่อมโยงทั้งฐานเสียง ธุรกิจ และการเมือง จากระดับหมู่บ้านสู่ระดับจังหวัด และอาจขยายไปถึงการเมืองระดับชาติ จึงเป็นอีกหนึ่ง 'ขั้วอำนาจ' ที่ไม่อาจมองข้ามได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related