SHORT CUT
ย้อนรอยกำเนิด "ศาลรัฐธรรมนูญ" จากองค์กรตรวจสอบกฎหมายสู่ผู้ชี้ขาดคดีการเมืองสำคัญ พร้อมเปิดกลไกตรวจสอบอำนาจตุลาการว่าใครทำอะไรได้บ้าง
ศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสถาบันหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในโครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยมีภารกิจสำคัญในการพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงอยู่ในสถานะสองมิติ คือเป็นองค์กรตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม และในขณะเดียวกันก็เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงซึ่งคำวินิจฉัยมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อมิติทางการเมือง
ประวัติศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นภาพสะท้อนความผันผวนทางการเมืองของประเทศ จุดกำเนิดของการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในไทย
สามารถย้อนกลับไปได้ถึงการจัดตั้ง "คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ" ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ซึ่งในระยะแรกเริ่มมีอำนาจจำกัดเพียงการ "วินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่"
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งได้สถาปนา "ศาลรัฐธรรมนูญ" ขึ้นเป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ
ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยกระดับองค์กรสู่การเป็นศาลเต็มรูปแบบ พร้อมภารกิจที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย "คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน" ซึ่งมาจากการแต่งตั้งผ่านกระบวนการสรรหาที่เป็นอิสระ เพื่อเป็นหลักประกันถึงความเป็นกลางและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่
ภารกิจหลักของศาลรัฐธรรมนูญคือการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม โดยมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมหลายมิติที่สำคัญ ได้แก่
แม้จะมีอำนาจสูง แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็อยู่ภายใต้กรอบการตรวจสอบและความรับผิดชอบหลายชั้น ตั้งแต่กระบวนการสรรหาไปจนถึงมาตรการถอดถอนออกจากตำแหน่ง
การตรวจสอบสามารถเริ่มได้โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา
มูลเหตุแห่งการถอดถอนต้องเป็นเรื่องร้ายแรง เช่น ร่ำรวยผิดปกติ, ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่, ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โดยคำร้องจะถูกส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน หาก ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูล จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาลงมติถอดถอน ซึ่งต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด และถือเป็นที่สุด