
SHORT CUT
ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ม้ามืดอย่าง ‘พรรคกล้าธรรม’ ที่สามารถครองพื้นที่ สส. เขตได้มากถึง 56 ที่นั่ง แม้จะมีกระแสด้านลบในโซเชียลอย่างต่อเนื่อง พรรคเล็กอย่าง ไทรวมพลัง ครั้งนี้ยังกวาดที่นั่ง สส. เขตได้เพิ่มขึ้นถึง 6 ที่นั่งมาเป็นพรรคอันดับ 5 อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขา?
ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการออกมาอย่างชัดเจนว่า ‘พรรคภูมิใจไทย’ ได้เป็นพรรคอันดับ 1 และครองพื้นที่ สส. เขตได้มากที่สุด แต่สิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดคือ ‘พรรคกล้าธรรม’ ที่สามารถครองพื้นที่ สส. เขตได้มากถึง 56 ที่นั่ง (ข้อมูลวันที่ 10 ก.พ.69) เกือบเท่าเป้าที่เคยประกาศไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะได้ 70 ที่นั่ง แม้พรรคกล้าธรรมที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และมี นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค จะมีกระแสด้านลบในโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ทำให้โลกโซเชียลเต็มไปด้วยความสงสัยว่า ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงชนะเลือกตั้งในหลายเขตและถึงขั้นล้มแชมป์ สส. เก่าหลายสมัยได้ เช่น ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส. น่าน 6 สมัย พรรคเพื่อไทย หรือ ฉลาด ขามช่วง อดีต สส.ร้อยเอ็ด 9 สมัย พรรคเพื่อไทยและอดีตรองประธานสภา
นอกจากนี้พรรคเล็กที่นิยามตัวเองว่าเป็นพรรคท้องถิ่นนิยมอย่าง ไทรวมพลัง ครั้งนี้ยังกวาดที่นั่ง สส. เขตได้เพิ่มขึ้นเป็น 6 ที่นั่ง (ข้อมูลวันที่ 10 ก.พ.69) จากที่เคยส่งผู้สมัคร 2 เขตและได้กลับมา 2 เขตในการเลือกตั้งปี 2566 ท่ามกลางการเมืองสีน้ำเงินที่ครองพื้นที่เกือบทั้งประเทศ
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ พรรคกล้าธรรมมียุทธศาสตร์อย่างไรจนสามารถดึงพื้นที่มาเป็นสีเขียวได้ รวมไปถึงพรรคไทรวมพลังสามารถขยายพื้นที่การเมืองท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร?
หากวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมนับว่ามีหลากหลายความเห็นที่มีให้เห็นมากในโซเชียลมีเดีย แต่ความจริงแล้วการเดินเกมของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นอย่างปุบปับอย่างแน่นอน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม อธิบายถึงเหตุผลกับ SPRiNG ถึงการคว้าชัยในหลายพื้นที่ สส. เขตว่ามี 3 ปัจจัยหลักด้วยกันคือ
นอกจากนี้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งเรื้อรังมานาน แต่เมื่อพรรคกล้าธรรมเข้ามาบริหารจัดการราคาข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ขึ้นไป 16 บาท จากที่ปีก่อนหน้าราคาเพียง 7 บาท รวมไปถึงราคาปาล์ม ราคายาง ราคามันทุกอย่าง ซึ่งเป็นพืชหลักที่เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศก็มีราคาดีขึ้น ซึ่งเมื่อผู้สมัครของเราลงไปและพูดคุยกับประชาชน ผลงานเหล่านี้ก็ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ในการประชุมส่วนของผู้บริหาร ร.อ.ธรรมนัส ประธานที่ปรึกษา และ นฤมล หัวหน้าพรรคได้ให้เป็นนโยบายทางยุทธศาสตร์ ลงมาที่ตนในฐานะประธานยุทธศาสตร์ จากนั้นจึงนำมาพิจารณาแนวทางสร้างความเชื่อมั่น ความนิยมและคะแนนเสียงให้กับพรรคกล้าธรรม
ปัจจุบันบุคลากรของพรรคกล้าธรรมมีความหลากหลายและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าเสาหลักของพรรคคือ ร.อ.ธรรมนัส กับ อาจารย์นฤมล แต่มีอีกหลายคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของพรรคกล้าธรรมและเป็นผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ เช่น ปวีณา หงสกุล ซึ่งก็ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาสังคม
“พรรคกล้ายังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีจุดแข็งเฉพาะตัว รวมกันแล้วก็น่าจะเป็นข้อมูลสำคัญให้กับคนที่มีสิทธิเลือกตั้งใช้ในการพิจารณาว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคกล้าธรรม”
น.อ.อนุดิษฐ์ มองเรื่องการตั้งข้อสงสัยต่อพรรคกล้าธรรมที่คว้าชัยพื้นที่ต่างจังหวัดว่าเป็นเพราะเขตเลือกตั้งแต่ละที่มีบริบทต่างกัน ฉะนั้นพรรคการเมืองใดที่มีแนวนโยบายในการนำเสนอและสร้างความเชื่อให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะได้รับความไว้วางใจที่แตกต่างกัน เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงว่าปัญหาของประชาชนในพื้นที่ชนบทกับประชาชนในกรุงเทพมหานครไม่เหมือนกัน เช่น ความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาของลูกหลานที่บ้านอยู่ถนนสุขุมวิทกับลูกหลานที่อยู่พื้นที่ห่างไกล
“นโยบายของพรรคการเมืองหนึ่งอาจตอบโจทย์กับบริบทของพื้นที่เขตเลือกตั้งแบบหนึ่ง แต่อาจไม่ได้ไปตอบโจทย์กับพื้นที่เขตเลือกตั้งอีกแบบ ซึ่งคงไม่มีพรรคการเมืองใดที่สามารถที่จะออกแบบนโยบาย รวมไปถึงมีบุคลากรที่พร้อมสมบูรณ์ในการที่จะตอบโจทย์ 400 เขตเลือกตั้งที่มีบริบทต่างกันได้ทั้งหมด”
ส่วนเรื่องการล้มแชมป์ สส. ในพื้นที่เดิม น.อ.อนุดิษฐ์ วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าประชาชนในพื้นที่เปลี่ยนใจอยากเลือกตัวแทนอีกคนหนึ่งหรืออีกพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งประชาชนอาจมองว่าตัวแทนอีกคนอาจลงไปแก้ไขปัญหาได้มากกว่า
“หากเรามีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาล แล้วเราอยู่ในฝ่ายบริหารก็คงใช้กลไกอำนาจทางฝ่ายบริหารที่เรามีลงไปตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ของประชาชนโดยไม่เลือก แล้วพรรคกล้าธรรมที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” น.อ.อนุดิษฐ์ ทิ้งท้าย
นอกจากยุทธศาสตร์ของพรรคที่เน้นทำงานลงพื้นที่ คัดเลือกคนที่เหมาะสม นโยบายตอบโจทย์กลุ่มฐานรากและผลงานในฐานะฝ่ายบริหารแล้ว ในรายละเอียดยังมีการวิเคราะห์ในแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจในโลกโซเชียลอีกด้วย
หากมองในภาพใหญ่จากผู้สมัครในหลายๆ พรรคพบว่าหลายพื้นที่มีผู้สมัครที่ไม่มีจุดแข็งที่ชัดเจนหรือไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คนในพื้นที่ได้ เช่น บางคนไม่ทำงานลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ บางคนพึ่งกระแสพรรค หรือบางคนประมาทในการเลือกตั้งครั้งนี้จนคู่แข่งสามารถแซงขึ้นมาได้ ขณะที่พรรคกล้าธรรมวางคนทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ เช่น บ่าวนิก-สิรภพ สมผล ผู้สมัคร สส. สกลนคร เขต 1 พรรคกล้าธรรมถูกผลักดันจนชนะได้ในเลือกตั้ง 2569 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีฐานเสียงเดิมจากการเลือกตั้ง 2566 ที่เคยได้เป็นอันดับ 2 ในสมัยที่ยังอยู่ไทยสร้างไทย และมี น.อ.อนุดิษฐ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมสนับสนุน
อีกปัจจัยสำคัญคือการวางขุนพลในแต่ละพื้นที่ของพรรคกล้าธรรมในแต่ละภูมิภาค เช่น ปวีณา หงสกุล ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรมดูแลพื้นที่กรุงเทพ, อรรถกร ศิริลัทธยากร ผู้สมัคร สส. ฉะเชิงเทรา เขต 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดูแลพื้นที่ฉะเชิงเทรา ส่วนนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 9 และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีฐานสำคัญอยู่ที่เชียงใหม่
นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับบ้านใหญ่จนถล่มแชมป์เก่าในพื้นที่อีสานของเพื่อไทย เช่น บ้านใหญ่ช่างเหลา ขอนแก่น ที่มีเอกราช ช่างเหลา เป็นรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและดูแลพื้นที่อีสานจนคว้าพื้นที่ในขอนแก่นมาได้ถึง 3 เขตจากทั้งหมด 11 เขต
ขณะที่พื้นที่อีสานเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่การเข้ามามีบทบาทของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในระหว่างที่พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยห้ำหั่นกันไปมา ทำให้พรรคกล้าธรรมมีเวลาในการหาเสียงอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญหรือประมาทเพราะกระแสลบจากพรรคกล้าธรรมที่มีผู้กองธรรมนัสเป็นแกนนำ
ส่วนทางภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรมยังสามารถเข้าไปครองพื้นที่ได้และคว้ามาได้ถึง 3 เขตทั้งในสงขลาและนราธิวาส สาเหตุเป็นเพราะการเลือดไหลจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำให้ผู้สมัครเดิมย้ายมาพรรคกล้าธรรม ทำให้ดึงเสียงภาคใต้บางส่วนมาได้ เช่น วงศ์วชร ขาวทอง ผู้สมัคร สส. สงขลาเขต 5, พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ผู้สมัคร สส. สงขลา เขต 8 และ ยูนัยดี วาบา ผู้สมัคร สส. ปัตตานี เขต 4
แผนที่ครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคเช่นนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้พรรคกล้าธรรมขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ตามเป้าหมายและยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญหรือโชคหล่นทับ
นอกจากพรรคกล้าธรรมที่สร้างผลงานผิดคาดจากใครหลายคน พรรคไทรวมพลัง หรือพรรคเพื่อไทรวมพลังเคยสร้างผลงานไว้เมื่อปี 2566 ด้วยการคว้าพื้นที่ สส. เขตได้ถึง 2 ที่นั่งแม้จะไม่มีกระแสในโลกโซเชียล ในปี 2569 นี้พรรคไทรวมพลังสร้างปรากฏการณ์เพิ่มที่นั่ง สส. เขตได้ถึง 5 ที่นั่ง และ สส. บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง (ข้อมูล 10 ก.พ. 69)
การกลับมาอีกครั้งของพรรคที่ไม่พึ่งพากระแส แต่ครองใจคนในพื้นที่ได้ เป็นตัวอย่างสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ชวนให้เหล่าพรรคการเมืองใหญ่ต้องหันกลับมาทุ่มเทกับการทำงานพื้นที่
กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ยืนยันว่าแผนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นยุทธศาสตร์เดิมที่ทำให้ชนะเมื่อปี 2566 โดยเน้นคัดเลือกผู้สมัครที่เป็นคนในพื้นที่และทำงานในพื้นที่มาตลอด ไม่ใช่เริ่มทำช่วงใกล้ๆ เลือกตั้งและต้องเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จักดี รวมถึงต้องไปหาชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเวลาของชาวบ้านมีความทุกข์ ซึ่งต้องอยู่ดูแลพวกเขา
“ถ้าเป็นไปได้ก็จะส่งเยอะกว่านี้ แต่ว่าเราก็คัดสรรได้เท่านี้ มันก็ไม่มีแล้ว บางเขตก็ผู้สมัครยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แพ้ไปแค่ 1,000 คะแนน เรื่องนี้เข้าใจได้ก็ต้องบอกให้ผู้สมัครลงพื้นที่หนักกว่านี้ สิ่งสำคัญคือผู้สมัครต้องซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองก่อน ไม่เป็นงูเห่า ไม่ขายอุดมการณ์ และตั้งใจทำแบบท้องถิ่นจริงๆ”
วสวรรธน์ มองว่า ผลงานของพรรคไทรวมพลังเรื่องการปะทะชายแดนไทยที่ผ่านมาตามหน้าสื่ออาจไม่มาก เพราะว่าไม่มีโอกาสไปพูดที่สตูดิโอของสื่อต่างๆ แต่พรรคไทรวมพลังทำงานแต่ในพื้นที่อย่างจริงจัง ทั้งการรักษาชีวิตทหารไม่ให้เสียชีวิตมาก ดูแลเรื่องถนนหนทางบังเกอร์และดูแลชาวบ้าน
“พรรคไทรวมพลังไม่ทิ้งชาวบ้าน อยู่กับเขาและจริงใจกับเขา เป็นการเมืองพรรคเล็กที่อยู่กับชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่วาทกรรม”
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีบ้านใหญ่เป็นปัจจัยสำคัญ วสวรรธน์ คิดว่า พรรคไทรวมพลังเป็นเหมือนการเมืองใหม่ที่ในอุบลราชธานีมากกว่า ที่ประชาชนในอุบลราชธานีอยากให้โอกาส และครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในอุบลราชธานี แต่ได้พื้นที่ในสุราษฎร์ธานีด้วย
“ในอนาคตข้างหน้าเราก็ไม่รู้ว่ามีจังหวัดอื่นที่อุดมการณ์เดียวกันจะมาร่วมอีกไหม เป็นรวมพลังท้องถิ่นกลายมาเป็นไทรวมพลัง พลังสุราษฎร์ หรือจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรีก็มี”
วสวรรธน์ วิเคราะห์คะแนนในพื้นที่อุบลราชธานีที่เป็นเขตพื้นที่ปะทะไทย-กัมพูชาว่า ช่วงเลือกตั้งปี 2566 พรรคไทรวมพลังได้แค่ประมาณ 66,000 คะแนน แต่ปีนี้พรรคไทรวมพลังได้มากถึงแสนกว่าคะแนน แม้จะไม่ได้มีคะแนนมาก แต่เป็นคนในพื้นที่เลือกกันเอง
“เราก็รู้อยู่แล้วว่ากระแสในกรุงเทพฯ นั้นเราไปไม่ถึง คนที่ไปถึงอย่างพรรคอื่น เขาก็เอาไปก่อน เพราะว่าเขาออกสื่อเยอะ แต่ผมออกน้อยมาก เพราะเรามัวแต่ทำงานอยู่ที่หน้าแนวรบ”
“เราจะไม่ใช่คำพูดเพราะว่าคำพูดถ้าเราไม่ได้ทำ สักวันหนึ่งเราโกหก คนก็จะรู้ ทำการเมืองต้องตรงไปตรงมาว่าเราทำอะไรบ้าง เรื่องนี้คนในพื้นที่เขาเห็นจริงๆ จึงให้โอกาส แม้ไม่ได้เป็นพื้นที่กว้างเท่าไหร่”
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา วสวรรธน์ คิดว่ามีผลต่อการเลือกตั้งในพื้นที่อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ซึ่งพรรคไทรวมพลังมองว่าต้องแก้ไขปัญหาชายแดนในด้านต่างๆ เช่น เงินเยียวยาที่ยังได้ไม่ครบ การจัดสรรงบสร้างบังเกอร์ รวมไปถึงการดูแลบ้านที่ระเบิดลง
“ระเบิดลงบ้านเขาซ่อมให้แต่บ้าน แต่อุปกรณ์ทำมาหากินไม่มีอะไรไม่มี เรื่องเหล่านี้ต้องไปดูแลให้มากขึ้นตามนอกเหนือจากระเบียบของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องหารือต่อไป”
“ใครให้เกียรติเราไปร่วมรัฐบาล เรายินดี เราก็ไม่รู้ว่ามีรายละเอียดยังไง ยังไม่ได้คุยกัน ต้องรอ กกต.” วสวรรธน์ทิ้งท้าย
รูปร่างของรัฐบาลชุดต่อไปเห็นชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นพรรคไหนบ้างยังเป็นสารพัดสูตรที่ทุกนักวิเคราะห์ยังไม่สามารถยืนยันคำตอบได้
พรรคกล้าธรรมและพรรคไทรวมพลังทั้งสองพรรคเองให้คำตอบชัดว่ายินดีร่วมรัฐบาลหากพรรคอันดับ 1 ชักชวนให้ร่วม
ในห้วงเวลาที่การนับคะแนนเลือกตั้งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทั้งการพบพิรุธของการนับคะแนนบางหน่วย เช่น ชลบุรี เขต 1 หรือมหาสารคาม เขต 1 ที่ยังไม่มีข้อยุติ ยังมีอีกหลายข้อสังเกตในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่ผิดคาดและชวนตั้งคำถามถึงสาเหตุของผลคะแนนนี้ โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในรัฐบาลชุดหน้า
จุดสังเกตแรกของคะแนน สส. เขต และ สส. บัญชีรายชื่อ ของพรรคกล้าธรรมมีตัวเลขห่างกันมากอย่างเห็นได้ชัดคือคะแนนจาก สส. เขต มีรวมมากถึง 3,843,453 คะแนน ขณะที่ สส. บัญชีรายชื่อมีเพียง 605,936 คะแนน ในขณะที่คะแนน สส.บัญชีรายชื่อกลับถูกเทไปที่พรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 ทั้งหมด 9,777,951 คะแนน (ข้อมูลวันที่ 10 ก.พ. 69) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อนุมานได้ว่าประชาชนเลือกพรรคกล้าธรรมเพราะคนมากกว่าพรรคอย่างชัดเจน
ขณะที่พรรคไทรวมพลังได้เขตและได้บัญชีรายชื่อด้วยอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือ สส. เขต รวม 341,328 คะแนน และ สส. บัญชีรายชื่อ 152,414 คะแนน (ข้อมูลวันที่ 10 ก.พ. 69)
อีกจุดสังเกตคือผู้สมัครที่ชนะและทีมทำงานของของพรรคกล้าธรรมเคยมีคดีทุจริตหลายคน เช่น
แม้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองจะเน้นนโยบายปราบทุนเทาหรือปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ผลเลือกตั้ง 2569 สะท้อนชัดว่ายุทธศาสตร์ คนและนโยบายของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้อาจตอบโจทย์ความต้องการประชาชนในพื้นที่ได้ตรงจุดมากกว่า ไม่ใช่แค่ม้ามืด
รวมไปถึงพรรคทางเลือกใหม่ที่ครองใจคนพื้นที่ได้มากกว่า แม้ไม่ใช่พรรคใหญ่อย่าง ‘พรรคไทรวมพลัง’ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหลายพรรคการเมืองยังมีจุดอ่อนและการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถพึ่งกระแสหรืออุดมการณ์ได้เพียงอย่างเดียว