svasdssvasds

"สมชัย" จวกบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำลายความลับลงคะแนน เพิ่มต้นทุนเกินจำเป็น

"สมชัย" จวกบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำลายความลับลงคะแนน เพิ่มต้นทุนเกินจำเป็น

"สมชัย" จวกบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตเหตุใด กกต. เลือกใช้บาร์โค้ด เพิ่มต้นทุน เพิ่มแล้วมีปัญหา อาจกลายเทคนิคที่เอื้อการโกง

SHORT CUT

  • บัตรเลือกตั้งมีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงคุณภาพสูงเทียบเท่าธนบัตรอยู่แล้ว เช่น หมึกพิมพ์ล่องหนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และตัวอักษรขนาดจิ๋ว
  • มีการใช้ลวดลายที่ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบ และมีตำหนิพิเศษที่รู้กันเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • มาตรการเหล่านี้เพียงพอที่จะป้องกันบัตรปลอมได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มบาร์โค้ด ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • การใช้บาร์โค้ดถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจสร้างความเสี่ยงที่ข้อมูลการลงคะแนนจะไม่เป็นความลับ และอาจเอื้อต่อการทุจริต

"สมชัย" จวกบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตเหตุใด กกต. เลือกใช้บาร์โค้ด เพิ่มต้นทุน เพิ่มแล้วมีปัญหา อาจกลายเทคนิคที่เอื้อการโกง

จากกรณีประเด็นร้อนที่มีการพิมพ์บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด เอาไว้บนบัตรเลือกตั้ง ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์อาจรั่วไหล และไม่เป็นความลับ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณธกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

มีวิธีมากมาย ที่ป้องกันบัตรปลอม แต่ กกต. กลับเลือกใช้บาร์โค้ด

กกต. แจงสาเหตุการต้องทำ bar code ว่า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร แต่ในบัตรเลือกตั้งของ กกต. นั้นบรรจุแน่นด้วยมาตรการป้องกันการปลอมแปลงอย่างเหลือเฟือ แทบจะน้อง ๆ คุณภาพการพิมพ์ธนบัตรแล้ว

  1. มีหมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Invisible ink) ที่จะเห็นได้ต้องใช้แสงจากหลอด Ultra violet หรือแสงเหนือม่วงส่องพิสูจน์ แบบเดียวกันธนบัตร
  2. มีตัวอักษรขนาดจิ๋ว (Micro texts) จำนวนมากซ่อนอยู่ตามลวดลายต่าง ๆ ในพื้นบัตร ที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้เลนส์ขยายขนาด 10 เท่า ส่องจึงจะเห็น
  3. มีการใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบลวดลายพิเศษ ที่ยากต่อการต่อการปลอมแปลง
  4. มีการกำหนด ตำหนิ พิเศษ ที่ กกต. บางคน และ ผู้บริหารโรงพิมพ์เท่านั้นที่จะรู้ว่า บัตรมีตำหนิตรงไหน ที่แม้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ กกต. หรือ พนักงานพิมพ์ของโรงพิมพ์ก็ไม่รู้
  5. มีการกำหนดสีบัตร ที่มาจากการผสมสีที่ปกปิดสูตร และไม่เปิดเผยสีบัตรก่อนวันเลือกตั้ง (วิธีนี้ถูกยกเลิกไป ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 โดย กกต. เปิดเผยสีบัตร ตั้งแต่ต้น ก่อนวันเลือกตั้งประมาณ 1 เดือนเศษ)

วิธีการต่างๆ ข้างต้น จึงเป็นมาตรการที่ “เกินพอ” ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่ม บาร์โค้ด ในบัตรเลือกตั้งอีก ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และ เป็นการจำกัดโรงพิมพ์ที่สามารถรับงานจาก กกต.

เพิ่มแล้วดีไม่ว่า เพิ่มแล้วมีปัญหา สะท้อนปัญญาของผู้รับผิดชอบ

นอกจากนี้ยังมีวิธีมากมาย ที่ป้องกันการพิมพ์บัตรเกิน และเป็นเครื่องมือในการติดตามเส้นทางบัตร

กกต. กล่าวอ้างว่า bar code ในบัตรเลือกตั้งนั้นใช้เพื่อควบคุมจำนวนการผลิต ไม่ให้มีบัตรที่พิมพ์เกิน นำไปสู่ปัญหาบัตรผี บัตรเขย่ง และหากเจอบัตรจริงรั่วไหลภายนอก ก็สามารถตรวจกลับได้ว่า มาจากจังหวัดใด เขตใดหรือ หน่วยเลือกตั้งใด

จริงๆ แล้ว มีวิธีการมากมายที่สามารถใช้ แทนที่การพิมพ์ bar code ที่ตรงกับตัวเลขบัตรที่ต้นขั้ว

  1. หากอยากจะมี bar code หรือ QR code ใจจะขาด เพราะกลัวบัตรดูไม่ทันสมัย ก็ต้องกำหนดให้สิ่งนั้น เมื่อ scan กลับจะได้เพียงข้อมูล batch การผลิต lot การจัดส่ง หรือ carton บัตร หรือไปไกลสุดคือ เลขเล่ม ไม่ใช่ ไปถึง เลขบัตรแต่ละใบ
  2. ใช้รหัสตัวเลข 8 หลักควบคุมโดยตรง เฉพาะบัตรส่วนล่าง ไม่ต้องเชื่อมต่อกับส่วนต้นขั้ว คุณก็สามารถควบคุมจำนวนการผลิต ป้องกันการพิมพ์เกิน บัตรผี บัตรเขย่ง ได้แล้ว
  3. กรณีเพื่อประโยชน์ในการขนส่ง หรือ logistic เช่น การส่งจากโรงพิมพ์ ไปยังเขต หรือ จากเขตไปยังหน่วยเลือกตั้ง ต้องพิมพ์ bar code ที่กล่องแต่ละกล่อง เขาส่งเป็นกล่อง ไม่มีใครบ้า ใช้ bar code ที่บัตร เพื่อส่งบัตรทีละใบ

Bar code ที่เชื่อมตรงกับบัตรแต่ละใบได้ จึงไม่ใช่วิธีที่เกิดประโยชน์ ในการป้องกันพิมพ์บัตรเกิน หรือเพื่อการควบคุมการขนส่ง

Bar code ในบัตรชมพูจึงไม่ใช่สุดยอดนวัตกรรมในการป้องกันการโกง ในทางตรงข้าม การมี Bar code ที่สแกนปั๊บ เลขบัตรที่ต้นขั้วขึ้นปุ๊บ คือ เทคนิคที่เอื้อการโกงที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569 จะบังเอิญ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ตั้งใจ ไม่อาจรู้ได้

ที่มา : ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร

related