
SHORT CUT
เปิดใจรอบ 15 ปี: ประธานศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชนที่กระบี่ ยันศาลเป็นองค์กรพาสซีฟ ไม่สามารถริเริ่มคดีเองได้ ต้องรอผู้ร้องตามช่องทางกฎหมายเท่านั้น
แจงงบประมาณ: เผยศาลมีงบเพียง 368 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยกว่า อบต. บางแห่ง พร้อมสั่งยกเลิกโครงการดูงานต่างประเทศทั้งหมดแล้วหลังมีมติ ครม.
โต้เครื่องมือการเมือง: ชี้วิกฤตศรัทธาเกิดจากสังคมยังไม่ยอมรับกติกาการเข้า-ออกสู่อำนาจ ย้ำการทำหน้าที่ได้รับความเชื่อมั่นจากองค์กรระดับสากล
ประธานศาลรัฐธรรมนูญเปิดใจปมวิกฤตศรัทธา ชี้สังคมไทยขาดวุฒิภาวะยอมรับกติกา ย้ำศาลเป็นองค์กรพาสซีฟริเริ่มคดีเองไม่ได้ พร้อมแจงปมงบประมาณที่น้อยกว่าเทศบาล
วันที่ 29-31 มีนาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดโครงการ "ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569" ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ศาลรัฐธรรมนูญออกพบสื่อมวลชนในต่างจังหวัด โดยมี ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้บริหารสำนักงานเข้าร่วม
ศ.ดร.นครินทร์ ย้อนว่า การพบปะสื่อมวลชนในต่างจังหวัดเว้นว่างมาตั้งแต่สมัย นายวสันต์ สร้อยวิสุทธิ์ ดำรงตำแหน่ง และตลอดเวลา 10 ปี 4 เดือนที่ตนเองอยู่ในตำแหน่งก็ไม่เคยออกต่างจังหวัดเช่นกัน โดยเน้นย้ำว่าการสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสื่อต้องอยู่ในกรอบที่เหมาะสม เนื่องจากศาลเป็นองค์กรกลุ่ม ตุลาการแต่ละคนมีอิสระในการวินิจฉัย ไม่สามารถกล่าวล่วงหน้าหรือล็อบบี้ใดๆ ได้
ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโครงการดูงานต่างประเทศว่า ศาลรัฐธรรมนูญก่อตั้งมา 28 ปี มีบุคลากรทั้งสิ้น 260 คน และงบประมาณเพียง 368 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางแห่ง และเล็กกว่าเทศบาลอีกมาก
ศ.ดร.นครินทร์ ระบุว่า การเดินทางไปดูงานต่างประเทศไม่ใช่การท่องเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นการสานความสัมพันธ์และเพิ่มพูนความรู้ของบุคลากร โดยเฉพาะในฐานะที่ไทยเพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญแห่งเอเชียและองค์กรเทียบเท่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่า "ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานอย่างโดดเดี่ยวได้ในโลกที่มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมกันอย่างแนบแน่น"
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่สังคมมองว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือในการใช้ระบบนิติรัฐกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ศ.ดร.นครินทร์ อธิบายว่า ปัญหาภาพลักษณ์นี้เป็นเรื่องของวิวัฒนาการ เมื่อมีข้อพิพาทศาลต้องชี้ขาดระหว่าง "ข้างผิด-ข้างถูก" ซึ่งย่อมมีฝ่ายที่ไม่พอใจเสมอ
ต่อคำถามว่าทำไมรัฐมนตรีที่ดูเหมือนขาดคุณสมบัติบางคนยังดำรงตำแหน่งได้ ศ.ดร.นครินทร์ ชี้แจงชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็น "องค์กรแบบพาสซีฟ" ไม่สามารถริเริ่มคดีเองได้ ต้องรอให้มีผู้ยื่นเรื่องผ่านช่องทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า "ถ้าผมกับท่านทะเลาะกัน แล้วยอม
สำหรับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ประธานศาลระบุว่ายังอยู่ระหว่างรอคำชี้แจงและบัญชีพยานหลักฐานจากทั้ง กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังไม่สามารถชี้ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ และจะมีผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา ส่วนข้อมูลจากการจัดเลือกตั้งจำลองของภาคประชาชน ก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการของศาลก่อนจึงจะรับพิจารณาได้ โดยยืนยันว่าจะวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
ศ.ดร.นครินทร์ ยังเชิญชวนสื่อมวลชนร่วมงานวันสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ 28 ปี ในวันที่ 8 เมษายนนี้ โดยจะมีผู้แทนระดับนานาชาติเข้าร่วม ได้แก่ รองประธานศาลรัฐธรรมนูญอุซเบกิสถานในฐานะประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญแห่งเอเชีย และผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการเวนิส (Venice Commission) พร้อมยืนยันว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการเวนิสปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการทำงานของศาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลก และไม่ได้ "ไร้ทิศทาง" ดังที่ถูกวิจารณ์