
SHORT CUT
เมื่อ 'สีน้ำเงิน' ไม่ใช่แค่สีพรรค แต่คือระบอบที่อาศัยช่องโหว่ รธน. 60 ฮั้วอำนาจผ่าน สว. ยึดองค์กรอิสระ สกัดกลไกปราบโกง ถึงเวลาประชาชนต้องรู้ทันเกมรวบหัวรวบหาง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยได้อธิบายถึงนิยามและความหมายของคำว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ไม่ได้หมายถึงแค่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งในเชิงภาพลักษณ์ แต่หมายถึงกลุ่มการเมืองที่ฉวยโอกาสจาก 'ช่องโหว่' ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยใช้สถาบันทางการเมืองอย่าง วุฒิสภา (สว.) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่ออำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ จนเกิดสภาวะ 'ฮั้วกันทั้งกระดาน' ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อกลไกการตรวจสอบทุจริตที่ควรจะโปร่งใส
แหล่งข่าวระบุว่า รธน. 60 คือปุ๋ยชั้นดี เพราะออกแบบให้ สว. มาจากการเลือกกันเอง ไม่ยึดโยงกับประชาชน เมื่อกลุ่มการเมืองใดสามารถแทรกแซงกระบวนการนี้และกุมเสียงข้างมากในสภาสูงได้ ก็จะสามารถ 'ชี้ขาด' ได้ว่าใครจะไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น กกต. หรือ ป.ป.ช. กลายเป็นระบบ 'ผลัดกันเกาหลัง' ที่ทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารแทบเป็นไปไม่ได้
จุดที่น่ากังวลที่สุดในร่างกฎหมายของฝั่งสีน้ำเงิน คือการเพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ในขั้นตอนสุดท้าย โดยกำหนดว่าร่าง รธน. ฉบับใหม่ต้องได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 4 (50 คน) ถึงจะผ่านไปถึงมือประชาชนได้ นี่คือการ "ล็อคคอ" ประชาชนชัดๆ เพราะหาก สสร. ร่างเนื้อหาที่ขัดใจกลุ่มผู้กุมเสียง สว. รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะถูกคว่ำทันทีโดยที่ประชาชนยังไม่มีโอกาสได้ลงประชามติด้วยซ้ำ
สุดท้ายการต่อสู้ในสภาคือการวัดใจระหว่าง 'ร่างที่คืนอำนาจให้ประชาชน' กับ 'ร่างที่สืบทอดอำนาจสีน้ำเงิน' ร่างของพรรคประชาชนเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งและลดอำนาจพิเศษ สว.
ขณะที่ร่างสีน้ำเงินเน้นคุมเกมผ่านรัฐสภา ประชาชนต้องช่วยกันจับตาว่า กติกาใหม่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'ปราบโกง' จริงๆ หรือเพื่อ "กินรวบ" สถาบันการเมืองไทยให้กลายเป็นสีน้ำเงินไปทั้งประเทศ
ที่มา : คมชัดลึก