
SHORT CUT
'กรณ์' ตั้งคำถามถึง TH-AI Passport ความคุ้มค่างบประมาณ 1.6 พันล้าน ในการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ชี้อาจไม่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง และไม่สร้างผลตอบแทนที่ชัดเจนให้ประเทศ
โครงการ TH-AI Passport กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลัง กรณ์ จาติกวณิช ออกมาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบ กองทุนดีอี กว่า 1,600 ล้านบาท พร้อมเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนในการพัฒนา AI Literacy และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นสมบัติของชาติ แทนการเช่าใช้บริการ
นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นประเด็นร้อนซึ่งพรรคฯ กำลังติดตาม และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้สดถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ พอดีว่า เรื่องดังกล่าวยิ่งติดตามยิ่งพบว่า โครงการมีปัญหา และสมควรที่สังคมจะตั้งข้อสงสัยว่า งบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่
นายกรณ์ ยังตั้งข้อสงสัยว่า โครงการฯ งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ประเทศจะได้อะไรนอกเหนือขึ้นมา และประชาชนจะได้ประโยชน์จริงกี่คน ซึ่งการจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5,000,000 คนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือ DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงได้แบบฟรีอยู่แล้ว ดังนั้น ที่น่าคิดคือตัวเลข 5,000,000 คน และจากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการฯ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่า กองทุนฯ มีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท และนำมาตั้งโครงการให้พอดีกับวงเงิน
โครงการฯ ดังกล่าวมีความย้อนแย้งมาก โดยเฉพาะเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง เพราะสำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลกล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้น เก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาด จึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ (AI literacy) แต่รัฐบาลกลับแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม Builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม หากต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจก ก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง
คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token แต่รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึก ๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้ และในบรรดา 5,000,000 สิทธิ์นี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน
ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปี ถ้าประชาชนใช้ไม่หมด ก็เท่ากับทิ้งทันที แต่เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้ง และแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบสบาย ๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้แย่มาก
เมื่อใช้เงินระดับพันล้านว่า สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้ เพราะรัฐบาลกำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปี แทนการสร้างสินทรัพย์ และเจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือ ต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลัก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการ หรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากร จึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้ คือการสร้างผู้ใช้ (users) เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยีอย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใด ๆ ไว้เลย
กรณีที่รัฐบาลมักชี้แจงว่าโครงการฯ นี้รันอยู่ใน data centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลว่า ในความเป็นจริง จะต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพราะแม้บริษัทต่างชาติจะมาลงทุนตั้งตึก data centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าและทำกำไรสูงสุด ยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้น การทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่า ระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี
เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้าง ๆ ว่าเป็นค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร และยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วัน ช่วงหยุดยาวปีใหม่
ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ตอบกระทู้ว่า "ใครจะได้รับงาน ไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ" นั้น ในฐานะผู้บริหารสูงสุด จะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษี และการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ เพราะหากมีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1,600 ล้านนี้ แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิ์แค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ข้อมูล
รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า เช่น เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุน เพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน data centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี และสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดิน ที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง หรือผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุก แบบที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอด้วยการปรับโจทย์จากการไล่ตามเทคโนโลยี มาเป็นการปักหมุดสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม
นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เพื่อเปิดพื้นที่ sandbox ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็กสามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์ AI ที่ขายได้จริงและสร้างรายได้ในตลาดได้ ควบคู่กับการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐดึงสถาบันการเงิน แหล่งทุน และบริษัท global tech ชั้นนำเข้ามาลงทุนร่วม เพื่อเปิดทางให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานระดับสูง ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่แท้จริง หรือเปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบคูปองนวัตกรรมแบบที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อให้ SME นำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง เป็นต้น
การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่า งบประมาณ 1,600 ล้านบาทนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติ ผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมด ก็ต้องทิ้งไป กับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) มองว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นหลังโครงการถูกเผยแพร่ คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะจัดหาให้ประชาชน
ปัจจุบันมีการใช้คำว่า AI Product, AI Platform และ AI Model ปะปนกัน จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าจะได้รับสิทธิ์ใช้งานบริการระดับเดียวกับ ChatGPT Plus, Gemini Pro หรือ Claude Pro แต่ในความเป็นจริง Foundation Model และ Application เป็นคนละชั้นของเทคโนโลยี โมเดลอย่าง GPT, Gemini หรือ Claude เป็นเพียงเครื่องยนต์หลักในการประมวลผลข้อมูล ขณะที่สิ่งที่ผู้ใช้งานคุ้นเคยอย่าง ChatGPT, Gemini App หรือ Claude App เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่พัฒนาต่อยอดจากโมเดลอีกทอดหนึ่ง
รศ.ดร.ธนชาติ ระบุว่า ฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น Deep Research, Canvas, Custom GPTs หรือ Operator ล้วนเป็นความสามารถในชั้นแอปพลิเคชัน ไม่ได้ติดมากับ API ของโมเดลโดยตรง ดังนั้นการ “ซื้อสิทธิ์ใช้งานโมเดลผ่าน API” กับการ “ให้ผู้ใช้เข้าถึงแอปพลิเคชัน Pro เต็มรูปแบบ” จึงเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง โดยเขามองว่า TOR มีลักษณะต้องการผลลัพธ์แบบหลัง แต่กลไกที่สามารถดำเนินการได้จริงอาจใกล้เคียงกับแบบแรกมากกว่า
แม้ในอนาคตโมเดล AI จะมีความสามารถแบบ Multimodal มากขึ้นจนเส้นแบ่งระหว่างประเภทของข้อมูลเริ่มเลือนราง แต่เส้นแบ่งระหว่าง “โมเดลผ่าน API” กับ “แอปพลิเคชันพร้อมฟีเจอร์ระดับ Pro” ยังคงชัดเจนอยู่
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไข Data Localization ที่กำหนดให้ข้อมูลอยู่ภายในประเทศ อาจขัดกับการเข้าถึง Frontier Model ระดับโลก เนื่องจากโมเดลเหล่านี้ส่วนใหญ่ประมวลผลอยู่ในต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่าสุดท้ายแล้วบริการที่ประชาชนจะได้รับจะมีขีดความสามารถในระดับใด
นางสาวพรทิพย์ กองชุน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท Jitta มองว่า ประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถามมากที่สุดของโครงการ Thailand AI Passport ไม่ใช่เพียงจำนวนคนไทย 5 ล้านคนที่จะเข้าถึง AI แต่คือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากงบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท
ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มูลค่าที่สำคัญกว่ารายได้ระยะสั้นคือการได้ผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม เพราะเมื่อผู้ใช้เริ่มคุ้นเคยกับบริการแล้ว โอกาสที่จะกลับมาใช้งานต่อและยอมจ่ายเงินหลังสิ้นสุดโครงการย่อมมีสูงขึ้น
"เอาจริง ๆ นะ แค่เอา Users ไปให้ เขาก็ไม่เอาเงินแล้ว เพราะเขาอยากให้ Users เหล่านี้มาเป็นทาสของ Platform เขาในอนาคต หมดโปร 1 ปีแล้วก็ต้องควักกระเป๋ามาซื้อเองอยู่ดี เขาคำนวณมาแล้ว"
ข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่คำถามต่อเป้าหมายของโครงการที่ต้องการเพิ่มอัตราการเข้าถึง AI หรือ AI Diffusion จาก 10.7% เป็น 23% ว่าเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำเร็จของประเทศจริงหรือไม่
เพราะการเข้าถึง AI ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวชี้วัดที่ควรได้รับความสำคัญมากกว่า คือ Actual AI Adoption Rate หรืออัตราการนำ AI ไปใช้จริงในการทำงาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
"เราต้องไปดูเป้าหมายสูงสุด ที่เราต้องการคือ Actual AI Adoption Rate หรือนำไปใช้จริงเป็นเท่าไหร่ และเราใช้ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ GDP ได้ขนาดไหน อยากให้กระทรวง DE แชร์ KPI ด้านนี้ด้วย"
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือแนวคิด Learn to Earn ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลสนับสนุนโครงการ โดยเฉพาะในส่วนของการอบรมและพัฒนาทักษะ AI ให้กับประชาชน
เมื่อผู้พัฒนาหลักสูตรและผู้ให้บริการเทคโนโลยีคือ Google, Microsoft และ OpenAI คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ หรือเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ให้บริการรายใหญ่เหล่านั้น
ดร.กอบกฤต วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร iApp Technology มองว่า งบประมาณ 1,600 ล้านบาทจากภาษีประชาชน ไม่ได้ช่วยสนับสนุน AI Startup ไทยเลย แต่กลับเปิดโอกาสให้ผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยมากขึ้น
หากนำงบประมาณระดับพันล้านบาทมาสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยตรง ประเทศจะได้รับประโยชน์ในหลายมิติ
มิติแรกคือการสร้างทักษะงานระดับสูงและการจ้างงาน เงินจำนวนดังกล่าวสามารถสร้างตำแหน่งงานสำหรับ Data Scientist, AI Engineer และบุคลากรด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาเทคโนโลยี AI ของตนเอง และส่งต่อองค์ความรู้ไปยังภาคธุรกิจไทย
มิติที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำเงินลงทุนไปซื้อ GPU หรือเช่า Data Center ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจฮาร์ดแวร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้องตามมา
มิติที่สามคือการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ เพราะเงินที่จ่ายให้ผู้ประกอบการไทยจะกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการจ้างงาน การเสียภาษี และการเติบโตของธุรกิจ แตกต่างจากการจ่ายให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ
ขณะเดียวกัน หาก Startup ไทยได้รับโอกาสพัฒนาระบบสำหรับผู้ใช้งานระดับ 5 ล้านคน ก็จะเกิดข้อมูลและกรณีใช้งานจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรม พัฒนา AI ให้มีความสามารถมากขึ้น และอาจขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาคในอนาคตได้
ดร.กอบกฤต จึงมองว่า การสนับสนุน AI ของคนไทยไม่ใช่เพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในระยะยาว
ที่มา : FB กรณ์ จาติกวณิช , thansettakij